โทรทัศน์กับการแทรกแซงที่อาจจะเพิ่มขึ้น ? หลังกรณี “ดอกส้มสีทอง”


“ละครเรื่องนี้เป็นละครสะท้อนสังคม ไม่ใช่เรื่องจริง บทบาทของตัวละครในเรื่อง เป็นไปตามเหตุผลที่ผู้ประพันธ์ได้วางไว้ ผู้ปกครองควรจะให้คำแนะนำแก่เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี”

นั่นคือการขึ้นคำเตือนระหว่างการฉายละครโทรทัศน์เรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ภาคต่อของละคร “มงกุฎดอกส้ม” ทางสถาีนีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

หลังออกอากาศไปได้กว่าครึ่งเรื่อง ได้มีข่าวจากทางกระทรวงวัฒนธรรมว่ามีผู้ปกครองโทร.มาร้องเรียนทางสายด่วนวัฒนธรรม 1765 จำนวนมากเพื่อให้แบนละครโทรทัศน์เรื่องนี้ และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ กันไป ทั้งนี้ทางกระทรวงยังได้มีการอ้างเรื่อง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ (ดูได้ ที่นี่) เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าละครดังกล่าวมีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดี และควรถูกแบน หรือถูกตัดบางฉากออกไป ท้ายที่สุดหลังการเรียกผู้จัด-ผู้บริหารไปคุยถึงทำเนียบรัฐบาลก็ส่งผลให้ “ดอกส้มสีทอง” ต้องขึ้นคำเตือนดังกล่าว พร้อมตัดบางฉากดังข่าวด้านล่าง

————–

หั่นบางฉาก “ดอกส้มฯ” ให้ฉายจนจบ “องอาจ” ชี้ให้เป็นบทเรียน

ได้ข้อสรุปแล้วสำหรับละคร “ดอกส้มสีทอง” หลัง “องอาจ” เปิดทำเนียบเรียกคุยผู้จัด-ผู้บริหารช่อง ให้ฉายจนจบแต่ให้หั่นบางฉากล่อแหลม เช่นฉากเลิฟซีน พร้อมให้มีคำเตือนก่อนเข้าละคร และระหว่างฉายให้มีตัววิ่งอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ “องอาจ” เชื่อจะเป็นบทเรียนให้สังคม ทำให้มีแผนแม่บทควบคุมในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ ( 4 พ.ค.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้เกี่ยวข้องกับละครดอกส้มสีทอง ประกอบด้วยนายบริสุทธิ์ บูรณสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ไทยทีวีสี ช่อง 3  นางอรุโณชา ภาณุพันธุ์  ผู้จัดละคร นางศัลยา สุขนิวัฒน์ ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ นายวิทยา วสุไกรไพศาล ดารานำชาย และน.ส.เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์ ดาราสมทบหญิง มาหารือถึงแนวทางปัญหาการจัดเรตและความเหมาะสมของเนื้อหาละครที่ทำเนียบ รัฐบาล

นายองอาจเปิดเผยภายหลังการหารือว่า ขณะนี้ละครดอกส้มสีทองเหลืออีกเพียง 6 ตอนก็จะจบ ซึ่งจะใช้เวลา 3 สัปดาห์ ที่ประชุมจึงเห็นร่วมกันว่า ก่อนเข้าเนื้อหาละคร และระหว่างฉายจะมีตัววิ่ง เพื่ออธิบายให้ผู้ชมได้รับทราบและเข้าใจว่า ภาพที่ปรากฏเป็นการแสดง ขณะที่ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลาน และให้ละครโทรทัศน์เป็นบทเรียนในการสอนลูกหลาน นอกจากนี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้จัดละคร จะตัดฉากที่ล่อแหลมที่กระทบต่อสังคมออกไป โดยช่วงท้ายของละครจะนำเสนอให้เห็นถึงผลกรรมของตัวละคร และเห็นว่าแม้จะไม่มี กบว.ในขณะนี้ แต่มั่นใจว่า กบว.ทางสังคมมีความหมายมากกว่า

นายองอาจยืนยันว่า การใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษไม่ได้ต้องการใช้การเมืองมาเกาะกระแสละคร แต่เกิดจากมีผู้หยิบยกขึ้นมาร้องเรียนกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งฝ่ายการเมืองคงไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ หากสังคมไม่ให้ความสนใจ สำหรับการป้องกันละครล่อแหลมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เชื่อว่าต่อไปจะมีแผนแม่บท และละครเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนให้แก่สังคมได้ (ข่าวจาก : ASTV ผู้จัดการ )

————————

คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลที่กำลังยุบสภาถึงมาสนใจละครเรื่องนี้ว่ามีเนื้อหาแรง มีฉากเลิฟซีนจำนวนมาก และตัวละครคือนางเอกของเรื่องมีพฤติกรรมก้าวร้าวอกตัญญูต่อบุพการี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงนับไปแค่ 2 ปี ก็มีละครจำนวนมากที่มีเนื้อหาไม่ได้ต่างกัน เช่น ระบำดวงดาว,  พระจันทร์สีรุ้ง, หรือ มงกุฏดอกส้ม ภาคก่อนหน้าของละครเรื่องนี้

แน่นอนว่าข้ออ้างหลักว่ามีผู้ร้องเรียนมา(โดยยังอ้างอีกว่ามีมากถึง 70 % – ซึ่งอาจจะยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าผู้ร้องเรียนดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ? เพราะไม่เคยมีการเปิดเผยจำนวน หรือตัวบุคคล ) แต่ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมถึงพยายามผลักดันเรื่องดังกล่าวอย่างหนัก ผ่านสื่อ หรือขอให้มีการทบทวนสัมปทานสื่อจากช่อง จนถึงเรียกผู้จัดเข้าพบ ทั้งที่น่าจะมีปัญหาในสังคมที่หนักหนากว่าละครเรื่องนี้มากมาย และถ้าจะว่าไปแล้ว “ดอกส้มสีทอง” เป็นละครที่แม้จะเนื้อหาแรง แต่ก็นำเสนอคำสอนต่างๆ ผ่านตัวละครอื่นๆ ในทุกตอนที่ออกฉายแบบทื่อตรงเลยด้วยซ้ำ

คำตอบนั้นอยู่ในเนื้อข่าวที่พยายามเน้นบางอย่าง (ดอกส้มสีทอง พ่นพิษ วธ.จี้ทบทวนต่อสัมปทาน ช่อง 3 ) ได้แก่ “ในอนาคต วธ.จะผลักดันให้เกิด กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ เพื่อให้มีการผลิตละครน้ำดีสู่สังคม” และ “อีกทั้งเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสทช.) ก็จะมีคณะกรรมการที่เข้ามามีส่วนดูแลโทรทัศน์โดยตรง”

นั่นหมายความว่า “การเชือดไก่ให้ลิงดู” ครั้งนี้เป็นความพยายามทำให้เห็นวิสัยทัศน์-หน้าที่ของ กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ไปจนถึงการใช้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ ที่ยังไม่ได้มีสำนักงานหรือคณะกรรมการเกิดขึ้น

น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากภาพยนตร์มีการจัดเรตตามการบังคับใช้ใน พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ.2551 การบังคับใช้กับสื่อโทรทัศน์ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว หลังจากที่ใช้วิธีให้มีการตรวจควบคุมกันเองมานาน โทรทัศน์ช่องฟรีทีวีของไทยจะสูญเสียสถานภาพการเป็นสื่อมวลชนที่มีความเป็นอิสระทางนิตินัยไปหรือไม่ ส่งผลให้มีการเซ็นเซอร์ตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการใช้เรตติ้ง และข้อกฎหมายต่างๆ เช่นเดียวกับกรณีละครเรื่องนี้หรือไม่ ? กับการมาพร้อมวิธีคิดแบบควบคุม และมองประชาชนด้วยสายตาที่ดูแคลนจนน่่าตกใจ ด้วยการขึ้นคำเตือนด้านล่างระหว่างการฉายละครเพื่อบอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องจริง”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: