“ต้องปฏิวัติวัฒนธรรม” รมว.กระทรวงวัฒนธรรม นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ


นำมาให้อ่านเพื่อเห็นวิสัยทัศน์ของ รมว.กระทรวงวัฒนธรรมคนล่าสุด นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ คำที่เน้นตัวหนา และตัวเอียงเพื่อแสดงให้เห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกหลายอย่างสำหรับวิสัยทัศน์ และการตีความหมายของวัฒนธรรมบ้านเรา

เชิญสัมผัสแนวคิดวิธีคิดแบบ ‘นิพิฎฐ์’ ได้โดยพลัน

จาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ที่มา : เว็บไซต์รัฐสภา

อารมณ์ความรู้สึกที่สะท้อนในเวบบอร์ด http://www.phattalung1719.com บอกถึงความภาคภูมิใจของคนเมืองลุง”ในอดีตอันยาวนาน ชาวพัทลุงต่างเฝ้ารอว่าเมื่อไรจะมีรัฐมนตรีกับเขาบ้าง เมื่อวันเวลามาถึงแล้ว คุณนิพิฎฐ์ได้เป็น รมว. ท่านในฐานะชาวพัทลุง คิดว่า รมว.นิพิฎฐ์ ควรใช้โอกาสนี้สร้างผลงาน หรือทำอะไรเพื่อชาวพัทลุง ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมบ้าง”
แล้ววันที่รอคอย ก็มาถึงเมื่อ นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส. 7 สมัย มือกฎหมายจากควนขนุน ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ากระทรวง นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีป้ายแดง ประกาศจะนำวัฒนธรรมขับเคลื่อนแผนปรองดอง สร้างความสุข คืนรอยยิ้มให้กับประเทศไทย ซึ่งต้องดำเนินการแข่งกับระยะเวลา

“งบประมาณที่เหลือจากการใช้จ่ายงบปลายปี 2553 ผมบอกท่านปลัดกระทรวงว่าอย่าเพิ่งใช้ทำอย่างอื่น ต้องใช้เพื่อรับใช้สถาบัน ปกป้องสถาบัน” รมว.มือใหม่บอกชัด

นักกฎหมายจากทะเลน้อย จะผลักดันวัฒนธรรมสู่วาระแห่งชาติอย่างไร? เชิญสัมผัสแนวคิดวิธีคิดแบบ ‘นิพิฎฐ์’ ได้โดยพลัน

รู้สึกอย่างไรกับตำแหน่งรัฐมนตรี ที่รอคอยมานาน
ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 18 ปี ถือเป็นผู้มีความอาวุโสที่สุดในภาคใต้ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค มานาน ตอนเป็นฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งจะถูกวางตัว คือเราถนัดด้านไหน เราก็ทำด้านนั้นให้กับพรรค โดยเฉพาะคดียุบพรรค ซึ่งพรรคถูกกล่าวหาคดียุบพรรคสองครั้ง ครั้งแรกปี 2548 ต่อเนื่องถึง 2549 ผมก็เป็นคณะทำงาน และเป็นผู้ว่าคดีในศาลรัฐธรรมนูญด้วย และครั้งนี้พรรคก็ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และให้ถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สอง ผมเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเรื่องนี้อยู่ อาจจะเป็นความอาวุโสและเรื่องทำงานให้กับพรรคยาวนาน จึงได้รับมอบหมายให้มากำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรม
เมื่อนักกฎหมายมาบริหารงานวัฒนธรรม

วันนี้ผมมีความรู้สึกว่าพอเราเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ความเชี่ยวชาญนั้นไม่ได้เป็นจุดแข็ง มันกลายเป็นจุดอ่อน ผมถูกตั้งคำถามเยอะมากว่าเป็นนักกฎหมายจะมานั่งทำงานกระทรวงวัฒนธรรมได้หรือกระทรวงวัฒนธรรมไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย

ถ้าย้อนหลังไป ดูตอนที่มีการปรับครม.เรื่อยมา ตั้งแต่มีการปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอนนั้นผมกับคุณชินวรณ์ เขาบอกว่านักกฎหมายจะเป็นครูได้หรือ และพอท่านวิทยาลาออกมาอยู่กระทรวงสาธารณสุข ชื่อผมก็เต็งหนึ่งมาหนังสือพิมพ์พาดหัวว่า นิพิฎฐ์ผงาดเป็นรมว.กระทรวงสาธารณสุข ก็มีการแซวว่านักกฎหมายจะไปดูหมอได้หรือ กลายเป็นว่าผมไปอยู่กระทรวงไหนไม่ได้เลย มันอาจจะมีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น
กำลังจะบอกว่าสังคมไม่ควรยึดติด กับภาพลักษณ์

ผมอยากอธิบายว่า ความรู้ด้านกฎหมาย มันควรเป็นความรู้ที่รัฐมนตรีทุกคนต้องมี เพราะเป็นความรู้พื้นฐานเพียงแต่ว่าพอเรามีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ อาจถูกเพ่งเล็งว่าถ้าคุณเชี่ยวชาญกฎหมายแบบนี้ คุณควรจะอยู่กระทรวงเหล่านี้ เลยต้องไปอยู่ยุติธรรมอย่างเดียว ไปกระทรวงอื่นไม่ได้แล้ว

ย้อนหลังไป 18 ปี ของการเป็นผู้แทนราษฎร เวลาผมอภิปรายกฎหมายในสภาฯจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม เรื่องความยากจนเป็นคนแรกๆ ในรัฐบาลทักษิณที่บอกคุณทักษิณรวยขึ้น 3-4 หมื่นล้าน จากการเป็นนายกฯ ครั้งแรก เรื่องความไม่เป็นธรรม ผมก็เป็นคนแรกที่อภิปรายเยอะมากเรื่องความยุติธรรม แนวอภิปรายในสภาผมจะอภิปรายเรื่องปัญหาของสังคมทั้งสิ้น

กระทรวงวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมทั้งสิ้น ก็ไม่น่ามีปัญหาประการสำคัญเราเป็นรัฐมนตรี เราไม่ได้มาว่าความในกระทรวงวัฒนธรรม เรามาเป็นผู้กำกับนโยบายให้มันเดินไปได้เท่านั้นเอง

นโยบายและยุทธศาสตร์ในการบริหารงาน
อันดับแรก สนองนโยบายของนายกรัฐมนตรี เรื่องมาตรการปรองดอง ท่านนายกฯ พูดว่ามีหลักประกันอะไรถ้าเลือกตั้งแล้วจะไม่มีความวุ่นวาย ท่านนายกฯ คืนอำนาจเลยใน 4-5 เดือนข้างหน้ามีหลักประกันว่าเลือกตั้งแล้วไม่มีความวุ่นวาย

ผมว่านายกฯ อาจตัดสินใจยุบสภาฯต้นปีหน้าแล้วเลือกตั้งเลย ก็อาจจะเป็นไปได้ อยู่ที่แผนปรองดอง อยู่ที่ว่าเลือกตั้งแล้วมีความเรียบร้อยไหม ฉะนั้นในการกำหนดนโยบายเราต้องกำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลางเป็นหลัก ระยะยาวคงยากเพราะอย่างไรก็ตามวาระของรัฐบาลไม่ถึงสองปีอยู่แล้ว

แผนอันแรกคือ ใช้การขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมในการปรองดอง ซึ่งมีหลายคนหัวเราะผมว่าวัฒนธรรมมาแปลก จะเอาวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนแผนปรองดองวัฒนธรรมจะไปปรองดองกับใครได้ มีคนหัวเราะผมเยอะ แต่หลายส่วนเห็นด้วยกับผม

ในการกำหนดแผนปรองดอง เพื่อคืนรอยยิ้มให้กับประเทศ คืนความสุขให้กับประเทศ คนมันต้องมานั่งคุยกันก่อน ต้องหาความสมานฉันท์ ต้องคุยกันก่อนถึงจะยุติปัญหาได้

ผมเลยยกตัวอย่างว่า สมมติผู้ใหญ่บ้าน 4 คน จาก 4 ภาค เหนือ กลาง ใต้อีสาน และมอบโจทย์ให้ผู้ใหญ่บ้านทั้งสี่คนว่า วันนี้ประเทศติดหลุมดำทางการเมืองคุณเอาประเทศของคุณออกจากหลุมดำทางการเมืองได้มั้ย คืนรอยยิ้มให้กับคนได้มั้ยทำให้ประชาชนมีความสุขได้มั้ยในฐานะที่คุณเป็นนักปกครอง เป็นผู้ใหญ่บ้าน คุณรู้ทุกข์ รู้สุขของประชาชน

เชื่อผม มั้ยว่าถ้าผู้ใหญ่บ้านทั้งสี่คนมานั่งคุยกัน คืนรอยยิ้มให้กับประเทศชาติให้กับสังคมไทย ผมว่าไม่เกินครึ่งชั่วโมงวงแตกเลย ผู้ใหญ่บ้านภาคอีสานกับภาคใต้ชกกันแน่ เพราะเขาคุยกันในเชิงโครงสร้างของอำนาจ ในอีกมิติหนึ่งในมิติของนักปกครองคุยกันแบบโครงสร้างปกครองไม่ได้ต้องถอดหมวกอำนาจนั้นออก มาคุยกันในมิติของศิลปวัฒนธรรม คือสมมติว่าผู้ใหญ่บ้านทั้งสี่คน คนหนึ่งเป็นหมอลำ คนหนึ่งเป็นลิเก คนหนึ่งเป็นลำตัด คนหนึ่งเป็นมโนราห์ ซึ่งเป็นศิลปินทั้งสี่ภาค ผมว่าสองชั่วโมงมันจะเกิดความสุข ศิลปินมันจะมีทางออกของประเทศที่เป็นความสุขได้เสมอ ไม่มีความก้าวร้าว มีความอ่อนนุ่มในตัว

ฉะนั้นผมจะขับเคลื่อนแนวนี้ แต่ต้องถอดโครงสร้างของราชการออก ใช้วิญญาณของศิลปินของวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนความปรองดอง ตรงนี้ผมมอบนโยบายว่า 14 วันต้องเป็นแผนปฏิบัติเพราะเวลาเรากระชั้นมาก

แล้วเราสมมติต่อไปว่า ศิลปินแห่งชาติมีเป็นร้อย มีทุกภาค เราเอาศิลปินแต่ละสาขามานั่งคุยกันหาทางออกให้ประเทศชาติ ผมว่าคนเหล่านี้เขามีหลักคิดของเขาที่มีทางออก คือ การขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม แต่ผมทำได้ เมื่อเอาปรัชญาเหล่านี้มาขับเคลื่อนแผนปรองดอง ผมจะขอเขาว่า เวลาท่านมานั่งถกเรื่องปัญหาของบ้านเมือง เพื่อคืนรอยยิ้มให้กับประเทศชาติ คุณพูดภาษาถิ่นกันได้มั้ย คือปรัชญาจากปักษ์ใต้ พูดใต้ได้มั้ยกับศิลปินภาคอีสาน แต่มีคนติงว่าต้องมีซับไตเติล

เราอยากให้ศิลปินแห่งชาติ นักปรัชญาหาทางออกให้ประเทศด้วยรอยยิ้ม ผมว่าคนอีสานที่ฟังอยู่ เขามีความสุขนะ โดยเราทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง กระทรวงนำหน้าไม่ได้เลย เพราะถ้ากระทรวงนำหน้าเหมือนการเมืองไปนำหน้าเขา ผมเพียงแต่มอบโจทย์ว่าเอาประเทศนี้ออกจากหล่มให้ผมหน่อยเถอะ คืนรอยยิ้มทั้งสี่ภาคให้ผมหน่อย

โครงการนี้จะเริ่มเมื่อไหร่
เริ่มสตาร์ทตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม คือ14 วัน ต้องเป็นแผนปฏิบัติออกมา นี่คือการดำเนินนโยบาย โดยใช้วัฒนธรรมขับเคลื่อนแผนปรองดองตามนโยบายของรัฐบาล

แผนที่สองคือ การปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทรวงนี้เป็นกระทรวงเล็ก มีเจ้าหน้าที่ 4,900 คน แต่เรามีเครือข่ายของวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมตำบล วัฒนธรรมอำเภอประมาณ 1 ล้าน 3 แสนคน อยู่ในเครือข่ายผมก็เพียงพูดกับข้าราชการ 4,900 คน ว่าผมขอหัวใจของคนทั้ง 4,900 คน ขอหัวใจ 4,900 ดวง ถวายในหลวง คือข้าราชการ 4,900 คน ต้องทำงานถวายในหลวงในวันนี้ แต่หลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้วท่านรักใคร ชอบใครท่านลงคะแนนให้เลย ผมแพ้ผมเป็นฝ่ายค้าน

แต่ว่าเรามีพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกันต้องทำงานปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเรื่อง ใหม่มากของผมที่มาอยู่กระทรวงนี้

กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในระยะเวลาที่กำหนด
ต้องนำงบประมาณมาช่วยในการขับเคลื่อน คืองบประมาณที่เหลือจากการใช้จ่ายงบปลายปี 2553 ผมบอกท่านปลัดกระทรวงว่าอย่าเพิ่งใช้ทำอย่างอื่น ต้องใช้เพื่อรับใช้สถาบัน ปกป้องสถาบัน ซึ่งวิธีการทำได้หลายอย่าง ผมลองสมมติตัวอย่างในที่ประชุมว่า วันที่ 5 ธันวาคมนี้ผมจะปรับงบประมาณที่เหลือ สร้างหนังสั้น 3 เรื่อง ผมจะจัดประกวดหนังสั้นที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว

ทำไมไม่แจกหนังสือ
คนไทยอ่านหนังสือน้อย เราสื่อเรื่องจงรักภักดี สื่อการเทิดทูนสถาบัน ผมว่าสื่อโดยการใช้ภาพยนตร์ดีที่สุด อย่างภาพยนตร์เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ พระเอกเป็นคนตัดอ้อย ทำไมเขาได้รับรางวัลที่เมืองคานส์ คนอีสานคิดถึงพระเจ้าอยู่หัวอย่างไร คุณไปคิดมา คนปักษ์ใต้คิดถึงพระเจ้าอยู่หัวอย่างไร คุณไปคิดมา คนเหนือคิดอย่างไร ไปคิดมาแล้วมาจัดประกวดกันนี่คือเรื่องของสถาบันเราขับเคลื่อนนโยบายแผน ปรองดองแล้ว เรื่องสถาบันแล้ว เรื่องที่สามที่ต้องทำคือวัฒนธรรมประชาธิปไตย

หมายความว่าอย่างไร
วัฒนธรรมประชาธิปไตย เป็นนโยบายที่รัฐมนตรีธีระ สลักเพชร จุดประกายไว้ผมเพียงสานต่อให้นโยบายดำเนินอย่างต่อเนื่องเรื่องนี้ผมชอบมาก เคยนำไปอภิปรายในสภาฯ แล้ว เพราะตั้งแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ผ่านมา 78 ปี เราเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาเยอะมาก เป็น 20 ฉบับ แต่บ้านเมืองยังไปไม่ถึงไหนเลย เพราะอะไร เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย

เรามองประชาธิปไตยต่างกัน เวลาเรามีการชุมนุม ถามผู้ชุมนุมว่าท่านมาชุมนุมเพราะอะไร เขาบอกมาชุมนุมเพราะต้องการประชาธิปไตย ถามว่าประชาธิปไตยคืออะไร ไม่ทราบ ท้ายที่สุดคนก็มาฆ่ากันฆ่ากันเพื่อบอกว่าประชาธิปไตยของผมถูกของคุณผิด ถ้าผมชนะก็ผมนี่แหละคือประชาธิปไตย

แสดงว่าคนไทยขาดวัฒนธรรมประชาธิปไตย
วัฒนธรรมประชาธิปไตย มันมีองค์ประกอบ องค์ประกอบมีอะไรบ้าง และปัจจัยที่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตยคืออะไรบ้าง บ้านเราเข้าใจประชาธิปไตย แต่ปัจจัยที่เอื้อต่อประชาธิปไตยเราไม่ค่อยมี เช่นเวลาเราไปสมัครงานเขามักจะใช้เส้นสายอันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือ การละเมิดกฎหมาย ผมยกตัวอย่างว่า เราขับรถผ่านสี่แยก หันซ้ายหันขวา ไม่มีรถ แต่มีไฟแดงอยู่เวลาห้าทุ่มถามว่าจะจอดหรือฝ่าไฟแดง คำตอบคือฝ่าไฟแดงเยอะมาก ฟังดูมันตลก แต่มันเป็นการละเมิดกฎกติกาของบ้านเมือง มันอยู่ในความรู้สึกของคนไทยจนกลายเป็นวัฒนธรรมไป และวัฒนธรรมเหล่านี้มันไม่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเรากลัวตัวบุคคลมากกว่าตัวบทกฎหมาย

อย่างนี้มันไม่เอื้อต่อวัฒนธรรมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ผมจะหามาตรฐานกลางของประชาธิปไตย แล้วทุกคนต้องรู้ว่านี่คือมาตรฐานกลางของประชาธิปไตย ถ้าเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นอย่างนี้ แต่ที่ยากคือผลสัมฤทธิ์

ผลสัมฤทธิ์ที่ว่าประชาธิปไตย คืออะไรทุกคนรู้หมดว่าประชาธิปไตยคืออะไร แต่การปฏิบัติตามประชาธิปไตยมันปฏิบัติได้ไม่เท่ากัน ฉะนั้น เราต้องประเมินคือประกาศนโยบายสักพักก็ต้องมีการประเมิน คือทำให้ประเทศนี้มันสะเทือนเลย

ประเทศชาติจะสะเทือนอย่างไร
พอคนเข้าใจหลักประชาธิปไตยแล้วผมจะทดสอบคุณ ผมจะลองเดินทางไปทุกจังหวัดในประเทศนี้ว่าผมไปได้มั้ย ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีวัฒนธรรม แล้วผมไปอีสาน ผมถูกไล่ ประเทศนี้มันไม่เอื้อต่อประชาธิปไตยแล้ว บ้านเมืองนี้ต้องปกครองอย่างอื่นแล้ว เพราะผมเป็นรัฐมนตรีวัฒนธรรมไม่ควรมองผมเป็นอย่างอื่น ผมไม่ใช่รัฐมนตรีกลาโหม หรือมหาดไทย

ผมมีแต่รอยยิ้มให้กับคน วัฒนธรรมมีแต่สร้างความสุขให้คน คุณจะมาไล่ผมทำไม ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่มีวัฒนธรรมของประชาธิปไตยแล้ว มันต้องคิดปฏิวัติประเทศนี้กันใหม่แล้ว คือปฏิวัติวัฒนธรรม

ใช้คำว่าปฏิวัติวัฒนธรรม
เราต้องปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว ผมจะปลุกจิตสำนึกชาตินิยม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เวลาเราไปต่างประเทศ เพลงชาติขึ้นเขาเอามือตบอก มือจับที่หัวใจ ถามว่าเราเป็นคนไทย คุณลองถามตัวเองว่าอะไรที่คุณคิดว่ามีคุณสมบัติในตัวคุณที่เป็นคนไทย อะไรในตัวคุณที่แสดงความเป็นไทย
ปัญหาคือเราไม่ภูมิใจในความ เป็นคนไทย อันนี้เราต้องมีความภูมิใจในความเป็นคนไทยก่อน ผมไม่ได้ดูถูกคนไทย แต่ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมาว่าคนไทยเกินครึ่งหนึ่งไม่ภูมิใจในความเป็นไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย คุณเอาประเทศนี้ไว้ไม่อยู่หรอกคุณรักษาประเทศไทยไหวไม่ได้ คือลัทธิชาตินิยมต้องกลับมา มันอาจจะดูแข็งไปหน่อยสำหรับกระทรวงวัฒนธรรม

คุณ นิพิฎฐ์ เตรียมพร้อมที่จะทำเรื่องนี้
มันต้องปลุกสำนึกรักชาติ ของคนไทยกลับมา วันนี้ความรักชาติเราหายไป ยิ่งเรานำพระเจ้าอยู่หัวมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง มันเป็นเรื่องใหญ่มาก พระองค์ท่านต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง อย่าดึงพระองค์ท่าน ไม่ว่าใครก็ตาม และอย่าขึ้นวัดตาชั่งว่าเรารักพระเจ้าอยู่หัวมากกว่ากัน บ้านเมืองถึงวุ่นวาย

มั่นใจว่าแผนปฏิวัติวัฒนธรรมสำเร็จ
มันต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนและถ้าผมพูดดังๆ ว่า สำนึกความเป็นไทยต้องกลับมา ชาตินิยมของไทยต้องกลับมาถ้าคนฟังแล้วหยุดสักก้าว สองก้าว หยุดคิดพอแล้ว สำหรับผมในเวลาที่เหลืออยู่แค่นี้คนอื่นถ้าคิดว่านโยบายนี้ถูกคุณทำต่อ เรื่องอย่างนี้มันต้องทำซ้ำๆ มีคนพูดถึงหัวคิดเรื่องเหล่านี้ตลอด

ท่านนายกรัฐมนตรี ฝากอะไรมาเป็นพิเศษมั้ย
ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ เรื่องลัทธิชาตินิยมเป็นความคิดของผมเอง เป็นเรื่องที่ผมต้องสนองนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี คือเรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่มาก มีคนถามว่าน้อยใจมั้ยอยู่กระทรวงนี้ ผมตอบเลยว่าไม่น้อยใจเพราะลักษณะของงานเป็นเรื่องของความเป็นชาติจริงๆ มันเป็นจิตวิญญาณของคนจริงๆ มันยิ่งใหญ่มาก ถ้าเลือกได้ผมอยู่สี่ปีข้างหน้า ผมจะเลือกมาอยู่กระทรวงนี้อีก

มองการเมืองไทยถึงทางตันไหม
ผมอยากให้ทุกคนประกาศว่า เราเป็นผู้แพ้ เสียสละ ไม่มีใครแพ้ ใครชนะ คือแพ้เพื่อประเทศ แต่วันนี้มันไม่มีใครยอมประกาศว่าแพ้ ประกาศว่าเป็นผู้ชนะหมดมันต้องยอมแพ้ แพ้ ผมคิดว่าต้องยอมยอมคนไทย ไม่ใช่ยอมฝ่ายการเมือง ตรงข้ามยอมเพื่อคนไทย ยอมเพื่อให้ประเทศนี้เดินต่อไปได้ เพราะพื้นฐานของคนไทยมีจิตใจดีมาก

คิดว่าคนไทยจะผ่านจุดนี้ไปได้ไหม
วันที่ผมถวายสัตย์ ผมรับใส่เกล้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ว่า การทำงานเพื่อประเทศโดยการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก การทำงานให้ประเทศ ให้แผ่นดิน เป็นเรื่องที่ยาก เป็นงานที่หนัก แต่ว่าถ้าทำได้ประชาชนจะมีความสุข ประเทศก็จะมีความสุข ท่านย้ำมาก พูดแล้วขนลุกท่านย้ำว่าประชาชนจะมีความสุขเยอะมากแสดงว่าท่านยังห่วงประชาชน ฉะนั้นถึงแม้ว่างานจะยากเราก็ต้องทำให้ได้ เพราะจะทำให้ประชาชนมีความสุข

คาดหวังว่าแผนปรองดองจะสำเร็จอย่างไร
ผมไม่เคยยอมแพ้เรื่องเหล่า นี้ ผมเห็นอนาคตของประเทศเสมอ ใครจะบอกว่าประเทศนี้ไม่มีอนาคตก็ตาม แต่วันนี้ผมบอกได้เลยว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะกลับมาเหมือนเดิมอีก คำว่าไม่เหมือนเดิมแสดงว่ามันต้องดีขึ้น ไม่ใช่เลวลง แต่จะให้เหมือนเดิมไม่มีวันแล้ว

ฉะนั้นจุดเปลี่ยนประเทศไทยวันนี้มันจะเปลี่ยนอย่างไร จะเปลี่ยนไปทางขวาซึ่งเป็นบวก หรือเปลี่ยนทางซ้ายที่เป็นลบ จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุด ณ วันนี้ แต่ผมเชื่อว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีขึ้น ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย แล้วเลือกเดินในทางที่เราคิดว่าดีที่สุดประเทศก็จะมีความหวัง

นักการเมืองมีส่วนทำให้สำเร็จหรือไม่
เราสู้ในทางการเมืองแบบแพ้ชนะกันเกินไปโดยไม่คิดถึงว่าประเทศจะเป็นอย่างไรคิดเพียงแต่ว่าชนะของเราคือ ได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่บางทีการที่เราได้เป็นผู้แทนราษฎร ประเทศแพ้ก็ได้

One response

  1. […] This post was mentioned on Twitter by mrpae. mrpae said: RT @thaiaudience: มาดูวิสัยทัศน์ของ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม คนใหม่กัน – http://bit.ly/d8GZTK […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: