ประเมิน 6 เดือนของการจัดเรตหนังในประเทศไทย เราจะมีเรตหนังไว้ทำไม ?


มหาลัยสยองขวัญ หนึ่งในหนังไทยที่ยอมตัดบางฉากก่อนออกฉาย เพื่อลดเรตหนังลงไป

(ตีพิมพ์บางส่วนในนิตยสาร ไบโอสโคป พฤษภาคม 2553)

หลังจากเรานำ รายชื่อของเรตหนัง 6 เดือนแรกที่มีการจัดขึ้นที่ บทความ 6 เดือนของการจัดเรตติ้งในไทย ตอน 1 ก็ถึงเวลาประเมินผลว่าเราพบอะไรบ้าง

6 เดือนของการจัดเรตหนังครั้งแรกในประเทศไทย (สิงหาคม 2552 – กุมภาพันธ์ 2553) ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ เครือข่ายคนดูหนังพยายามประเมินผลจากการรวบรวมเรตที่หนังต่างๆ ได้รับ กระแสการพูดถึงในข่าวจากสื่อต่างๆ, การแจ้งข่าวจากคนดูหนัง รวมถึงความคิดเห็นจากคนดูอื่นๆ ในชุมชนอินเตอร์เนต ซึ่งแสดงให้เห็นปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นดังนี้


เรต ส จำเป็นหรือไม่ ? – มีหนังเพียง 3 เรื่องที่ได้ เรต ส หรือหนังที่ส่งเสริมให้ควรดู ได้แก่ หนังสารคดีเรื่อง Young@ Heart, หนัง 3 มิติ 2 เรื่องคือ Jurassic 3D, และ Under The Sea 3D  ซึ่งเน้นความตื่นตาตื่นใจด้านภาพเป็นหลัก จนชวนให้เกิดคำถามว่าเรตนี้จำเป็นหรือไม่ในเมื่อแทบไม่มีหนังเรื่องไหนได้รับเรตนี้ แต่หนัง 3 มิติกลับได้รับเรตดังกล่าวได้ ?

คำหยาบ และบริบทในหนังไทยทำให้เรตสูง – หนังไทยจำนวน 25 เรื่อง ได้รับเรต ท เพียง 6 เรื่อง ซึ่งเราอาจมองได้ว่าคำหยาบ และการแสดงออกที่รุนแรงของหนังไทยกลุ่มใหญ่ในตลาดอย่าง หนังตลก และหนังผี ดูจะเป็นตัวเสริมให้หนังไทยได้รับเรตที่สูงง่ายกว่าหนังต่างประเทศ เพราะการพากย์ และใส่คำบรรยายดูจะช่วยลดทอนคำหยาบในหลายฉากออกไป
ความรุนแรง และเนื้อหาไม่เหมาะสมบน เรต ท – มีหนังเรต ท หรือเรตทั่วไป เหมาะกับผู้ชมทุกเพศทุกวัยหลายเรื่อง ที่ถูกตั้งคำถามถึงเนื้อหาไม่เหมาะสม เช่น ฉายที่มีนัยยะทางเพศใน รถไฟฟ้ามาหานะเธอ, ฉากสู้รบอันรุนแรงใน Avatar, หรือฉากฆาตกรรมที่มีผู้เสียชีวิตใน The Fourth Kind, The Box, The Founding of Republic ไปจนมีฉากที่เห็นอวัยวะเพศ หรือมีฉากร่วมรักใน Cherry Blossom และ The Time Traveller’s Wife หรือหนังที่มีเนื้อหาชีวิตบีบคั้นอารมณ์อย่าง My Sister’s Keeper

เรต ฉ 20- มาตรฐานการตรวจที่ต่างกันของหนังโรง และหนังแผ่น – มีการให้เรต ฉ 20- ซึ่งปัจจุบันถือเป็นเรตหนังหนึ่งเดียวที่ออกฉายแล้วต้องมีการตรวจบัตรประชาชนของผู้ชมก่อนซื้อตั๋วเข้าชม และมีหนังเพียงเรื่องเดียวเช่นกันที่ได้รับเรตนี้คือ The Bad Lieutenant: Port of Call – New Orleans ซึ่งฉายเฉพาะที่ SF World Cinema อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบางท่านเมื่อซื้อหนังเรื่องนี้ในรูปแบบสินค้าลิขสิทธิ์ พบว่าไม่มีการตรวจบัตรก่อนซื้อแต่อย่างใด

หนังโรง – หนังแผ่นเรตที่ไม่เท่ากัน เช่น หนังหายนะจากเกาหลีใต้เรื่อง Haeundae ขณะเมื่อออกฉายในโรงภาพยนตร์เครือ Apex ขึ้นเรต น 18+ ทั้งที่เมื่อเทียบกับหนังหายนะจากอเมริกาอย่าง 2012 แล้วแทบไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันในด้านความรุนแรง อย่างไรก็ตามเมื่อวางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นวีซีดี ผลคือหนังได้เรต ท  และ หนังเรื่อง สี่สิงห์คอนเฟิร์ม ที่ได้เรต ท เมื่อออกฉาย แต่ได้เรต น 13+ ในรูปแบบแผ่นวีซีดี เป็นต้น

การเซ็นเซอร์ –  มีหนังไทย 3 เรื่องที่ยอมตัดบางฉากก่อนฉายเพื่อลดเรตของตนเองลงไป ได้แก่ มหา’ลัยสยองขวัญ, สวย…ซามูไร และ กองพันครึกครื้น ทหารเกณฑ์คึกคัก พร้อมกันนั้นก็มีหนังไทย 1 เรื่องที่ถูกห้ามฉายในเทศกาล World Film Festival of Bangkok นั่นคือ บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน แต่กลับอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรตภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร หากเป็นเพราะผู้จัดเทศกาลไม่ได้ยื่นเอกสารที่เหมาะสมมาให้พวกตนแทน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นความพยายามเลี่ยง “การโดนแบน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับเดิม

ความชัดเจนที่ยังมองไม่เห็น – ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาเราจะพอสรุปได้ว่ายังไม่หนักเทียบเท่ากับความไม่ชัดเจนจากภาครัฐในการมีพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่นี้ขึ้นมา หลังจากบังคับใช้ แต่เรายังพบว่าหลายครั้งโรงภาพยนตร์แต่ละเครือยังแสดงเรตไม่ตรงกันจนทำให้เรายากจะเชื่อสำหรับเรตหนังบางเรื่อง และทำให้เกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการแจ้งข่าวสารที่ชัดเจนให้ทั่วถึง ทั้งที่การให้เรตหนังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โรงหนังชั้นสองส่วนใหญ่ไม่ได้มีการติดแจ้งเรต และเรตที่ต้องมีการตรวจบัตรประชาชน คือ เรต ฉ 20- ได้รับเพียงเรื่องเดียว ฉายเพียงโรงเดียว ทำให้คนดูหนังไม่ได้มีการตื่นตัวกับการให้เรตเหล่านี้เท่าที่ควร จนแทบไม่มี่ผลต่อการเปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวของคนดูชาวไทยแต่อย่างใด

แลไปข้างหน้า – นับจาก 6 เดือนผ่านไป มีการวิพากษ์วิจารณ์การให้เรตของภาพยนตร์ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์อยู่เป็นระยะ แต่ที่ดูจะมีส่วนสำคัญก็เมื่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ออกมาจัดเสวนา “สูบบุหรี่ใน “อวตาร” เพื่อใคร” เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 และอีกหลายครั้ง ถึงความเหมาะสมในการให้เรต ท กับภาพยนตร์เรื่อง Avatar โดยพุ่งประเด็นเดียวคือฉากสูบบุหรี่ ในระยะหลังจากนั้น หนังที่มีฉากสูบบุหรี่ ฉากเสพยาประเภทต่างๆ จะได้รับเรตที่สูงขึ้น โดยกรณีที่เห็นชัดคือหนังเรื่อง It’s Complicated ซึ่งออกฉายในเดือนมีนาคม 2553 ผู้จัดจำหน่ายยอมตัดฉากเสพกัญชาของตัวละครออกไปเพื่อลดจากเรต ฉ 20- ให้เหลือเป็นเรต น 18+ แทน ซึ่งความเข้มงวดในการให้เรต ท ครั้งนี้ก็มาพร้อมผลของการเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้จัดจำหน่ายไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีความเข้มงวดในการพิจารณาเรตหนังมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความลักลั่นในมาตรฐานด้านอื่นๆ  อยู่อีก เช่น Food, Inc. สารคดีที่มีภาพสัตว์ถูกเลี้ยงอย่างทรมาน และเสียชีวิต ได้เรต ท, การขึ้นคำบรรยายและบทสรุปใหม่ให้กับหนังเรื่อง นาคปรก รวมถึงปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว

6 เดือนอาจจะไม่สามารถให้คำตอบว่าการจัดเรตภาพยนตร์จะมีผลแตกต่างจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับเดิม แต่เรายังเชื่อว่าการจัดเรตติ้งน่าจะมีผลดีต่อคนดูในการพิจารณาเลือกชมต่อไปในอนาคต จากการเป็นมาตรฐานที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก เพียงแต่ข้อสำคัญคือต้องแก้ไขกฎหมายยกเลิกการเซ็นเซอร์ที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงปรับทัศนคติของการพิจารณาที่ยังส่งเสริมการเซ็นเซอร์หนังให้ลดลงไปให้มากที่สุด

6 responses

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Dj_Lok-AoD, movieaudiencenetwork. movieaudiencenetwork said: ประเมิน 6 เดือนของการจัดเรตหนังในประเทศไทย เราจะมีเรตหนังไว้ทำไม ? – http://bit.ly/8XqTKf […]

  2. อย่างหนึ่งที่ขอให้ลดลงกันหน่อยคือ คำหยาบคายครับ ตอนนี้มันมากขึ้นจนแย่มากๆ โดยเฉพาะหนังวัยรุ่น หนังตลก เพราะเยาวชนดูกัน ช่วยลดการพูดคำ ด่าคำลงบ้างเถอะครับ มันไม่สร้างสรรค์เลย
    เมื่อวานผมดูหนังที่หลานเช่ามา เป็นหนังไทย วัยรุ่นใช้คำหยาบคายมาก ทั้งตัวเอกและตัวตลก ทำไมเราไม่สร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นโดยใช้คำพูดที่เพราะกว่านี้ มีคำมากมายในภาษาไทยให้เลือก ผมเห็นเวลาเราเอาหนังจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่เห็นใช้คำหยายคายภาคเลย แต่ขายดิบขายดี เพราะอะไร อยากให้เราๆ ผู้ใหญ่คิดเรื่องเหล่านี้บ้างครับ สังคมจะได้ดีขึ้นถึงแม้บางส่วนก็ยังดีครับ ผมชอบดูหนังไทยนะ ถึงแม้ทุนไม่เยอะแต่ถ้ามีข้อคิดสาระ และน่าดู แต่ผมไม่อยากสนับสนุนหนังไทยก็เพราะการใช้คำหยาบคายแบบนี้

  3. ต้องถามล่ะครับว่าแน่ใจได้อย่างไรว่าหนังเอเชียที่คุณกล่าวมาไม่มีคำหยาบ ? หนังจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่ดูนี่พากย์ไทยหรือบรรยายไทยครับ แต่ไม่ว่าจะดูแบบไหน มันก็ถูกลดคำหยาบด้วยความเข้าใจทางภาษาของผู้แปล และเจตนาลดคำหยาบไปได้อยู่แล้วครับ

    ถ้าลองอ่านคำบรรยายของหนังจีน เกาหลี หลายเรื่องเวลาด่ากันก็จะมีคำอย่าง Bastard, Bitch, Son of a Bitch ซึ่งถ้าแปลกันแรงจริงๆ หยาบแน่นอนครับ แต่พอแปลเป็นไทยอาจเป็นคำด่าเบาๆ เช่น เวรเอ๊ย เป็นต้น

    หนังฝรั่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ หนังเรื่องไหนที่พูดหยาบเช่น Fuck มันจะเปลี่ยนเป็นคำบรรยายไทย และพากย์ไทยเป็นคำด่าเบาๆ เท่านั้น ทั้งที่มันเป็นคำหยาบมากของต่างประเทศ

    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาษากายที่ความต่างกันทางประเพณี และวัฒนธรรม ทำให้มันดูหยาบไปโดยปริยาย เช่น หนังจีน หนังเกาหลี ที่เวลาตัวละครกระทบกระทั่งกันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่าง พี่-น้อง พ่อ-ลูก อาจลงเอยด้วยการตบหัวคะมำกันอยู่บ่อยๆ , หนังญี่ปุ่นที่มักนำวัฒนธรรมจากหนังสือการ์ตูนมาเล่นกับความรุนแรงจนเกินจริง

    ที่เขียนมานี่ก็ไม่ได้มาปกป้องหนังไทยที่พูดคำหยาบนะครับ เพียงแต่หนังต่างประเทศก็มีำคำหยาบครับไม่ใช่ไม่มี และบางทีในบริบทหนังก็อาจจำเป็น ปัจจุบันเรตหนังยังไม่มีประสิทธิภาพ หนังที่มีคำหยาบได้เรต น 15+ หรือ น 13+ เด็กก็ดูได้ เป็นไปได้ว่าเราก็ต้องหาทางแจ้งเตือน หรือขอร้องผู้สร้างหนังเป็นระยะใ้ห้ลดหนังกลุ่มนี้ออกไป หรือหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าหนังประเภทที่มีคำหยาบไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะทำเงินได้แก่เขา มันก็น่าจะช่วยให้ลดลงได้ครับ

  4. ใช่แล้วครับ หนังต่างประเทศมีคำรุนแรง คำหยาบไม่แพ้หนังไทย แต่คนภาคหนังเขาลดคำรุนแรงออกไปหรือใช้คำอื่นแทน แต่คนไทยก็ติดกันงอมเลย เพราะอะไรครับเพราะคุณภาพหรือเปล่า ถ้าเราสู้เขาไม่ได้ในเรื่องคุณภาพ แต่เอามุขตลก หยาบๆ มาเป็นจุดขายแทน ที่พูดแบบนี้ไม่ได้รังเกียจหนังไทยนะครับ แต่อยากให้หนังไทย ไปกับสังคมไทย ไปนาน ๆ ทำให้คุณภาพดีๆ ยิ่งขึ้น
    อยากให้ปรับปรุงเป็นข้อ ๆ ละกันครับ
    1. การกำกับ ถึงแม้หนังทุนต่ำ แต่ถ้าเรากำกับดี ดำเนินเรื่องดี ทำให้เรื่องราวน่าสนใจ (หนังไทยส่วนใหญ่ ดูไป 10 นาทีเดาตอนจบออกหมดเแล้ว ) มันเลยไม่น่าสนใจเท่าไหร่ บางเรื่องจับต้นชนปลายไม่ถูก บางถ่ายเยอะมาก แต่พอมารวมกันเรื่อราวไม่ดีไม่น่าตดตามและ ไม่ได้สื่อถึงอะไรเลย
    2. มุมกล้องและการถ่ายทอด ภาพออกมา ยอมรับว่าตอนนี้ผู้กำกับรุ่นใหม่ ๆ ทำได้ค่อนข้างดี พัฒนาจากเมื่อก่อนเยอะ แต่ก็อยากให้พัฒนาไปได้ดีกว่านี้ ทำให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้น มีความละเอียดในการในการดำเนินเรื่องด้วยภาพมากขึ้น จะทำให้น่าสนใจขึ้น
    3.การเขียนบท ผมเห็นหนังไทย หลายๆ เรื่องตัวละคร ชีวิตเศร้ามาก รันทดจริงๆ แต่คนดุไม่รู้สึกตามเลย
    ผมดูหนังฝรั่ง(อันนี้ไม่ได้เข้าข้างนะครับ แค่ยกตัวอย่าง) เราจะรู้สึกตามตลอดเวลาเลย คอยลุ้น หรือ คอยห่วงตัวละคร ตามเรื่อง นั่นแสดงถึง การ เขียนบทและการกำกับที่สามารถเข้าถึงอารมณ์ในการดำเนินเรื่องและถ่ายทอดออกมาจากตัวแสดง ได้ดี เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราดูหนังไทยกี่เรื่องที่เรารู้สึกตามได้
    4 การหาจุดไคลแมกซ์(เขียนถูกหรือเปล่านะ) จุดผลิกผัน หรือจุดหักเหในเรื่อง ที่ทำให้คนดูคาดไม่ถึงอึ้งไปตามๆ กัน อันนี้ด้อยจริงๆ แทบไม่มีหนังไทยเรื่องไหนทำได้เลย อยากให้ ผู้กำกับใหม่ๆ ที่ได้อ่าน สู้กับเขาเถอะครับ ทำการบ้านเยอะ ๆ คนไทยไม่แพ้ชาติไหนแน่นอน(ถ้าไม่ตีกันก่อน)
    5.ตัวนักแสดง ตอนนี้เมืองไทย มีนักแสดงที่มีฝีมือมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยถ้าเทียบกับต่างชาติเขา
    ยกตัวอย่างง่ายๆ เรามองตานักแสดงโดยที่นักแสดงไม่ต้องพูดจาสักคำในบทนั้น สายตาที่แสดงถึงความผิดหวังอย่างถ่องแท้ สายตาที่แสดงถึงความสะเทือนใจ แบบที่สุด(อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้กำกับด้วยนะ) หายากมาก
    ความรู้สึกลึกซึ้งถึงบทบาทที่ ตัวเองเข้าไปสวมนั้น บางคนยังเก๊กอยู่เลย
    6.sound ประกอบ อันนี้ต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย
    7.การนำทุก ๆ สิ่งมากรวมกัน เช่น การที่ต้องถ่ายทำฉาก หนึ่ง ต้องมี บทที่ดี อารมณ์ของนักแสดง ที่ทำให้คนดูคล้อยตาม บรรยากาศรอบตัวของนักแสดง sound ที่ทำเพิ่มทีหลังในแต่ละฉาก ยังไม่สามารถดึงใจคนดูให้คล้อยตามเรื่องราวของหนังได้
    ขอจบละกัน ครับ เป็นกำลังใจให้คนทำหนังทุก ๆ คนครับ สู้ต่อไปครับ เราติเพื่อก่อ และเพื่อประเทศชาติครับ

    7.

  5. เยาวชน เรียนรู้จากสิ่งรอบกายที่ใกล้ตัวเขาที่สุด และหนังไทย ละครไทย เป็นภาพที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเขา ดังนั้นมันง่ายที่จะเลียนแบบ ฮีโร่ในใจเขาคือ จริงๆ แล้วก็คือดาราไทยนี่แหละ เพราะเป็นสิ่งที่เขาเป็นได้มีตัวตนอยู่ใกล้ๆ สัมผัสได้ ดังนั้นการเลียนแบบจะตามมา
    เราไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับหนังต่างประเทศหรอกครับ เพราะ คนภาคหนังผมว่า ok นะ เขาช่วยลดคำหยาบไปได้เยอะ ถ้าเราคิดจะทำให้มันดีขึ้น ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง
    สภาพแวดล้อมทางสังคม นั้นเปลี่ยนแปลงคนได้จริง ๆ
    เริ่มแรกจากพูด ต่อไปก็จะเป็นการกระทำ ผมเคยไปนั่งทานข้าวในห้าง มีเด็ก กลุ่มหนึ่งเข้ามาทานอาหาร และเอาสารพัด สัตว์ ติดตัวมาด้วย พูดคำด่าคำ มี เห.. มี สต… ยั้วเยี้ยไปหมด เสียงดังโวยวาย เหมือนในหนังเลย
    จริงอยู่ สภาพความเป็นจริง มันอาจจะเป็นแบบนี้ แต่เราจะลอกเลียนแบบเอาสิ่งไม่ดี ไปทำ ไปโชว์ทำไม เพื่ออะไร ให้หนังทันสมัยเหรอ เพราะสุดท้ายแล้วยาวชน รุ่นใหม่ๆ ก็จะลอกเลียนแบบ และพัฒนาไปเป็นความก้าวร้าว อาจจะเป็นลุกคุณ ญาติ คุณ หลานคุณ แล้วเราชอบไหมที่จะฟังแบบนี้
    พอละอย่างน้อยก็ ได้ออกความเห็นบ้างเพื่อให้สิ่งดีๆ กับสังคม สักนิดก็ยังดี ขอบคุณครับ

  6. ผมว่าบ่นเรื่องที่ว่าในพื้นที่ตรงนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะครับ คงต้องส่งไปหาผู้สร้างหนัง หรือละครโทรทัศน์มากกว่า เพราะตรงนี้เราตั้งในฐานะคนดูครับ ผมเห็นด้วยว่าตอนนี้มีสื่อที่ใช้คำหยาบอยู่มาก แต่ทุกประเทศผมเชื่อว่ามันจะมีจุดนี้ครับ คือเป็นช่วงรอยต่อที่ต้องอาศัยทำความเข้าใจกับผู้สร้าง คนดู และผู้ควบคุมให้เข้าใจตรงกันให้หมด ไม่ใช่ประกาศใช้แล้วไม่เกิดผลอะไรเลยอย่างที่เป็นอยู่

    เรื่องดารา หรือสื่อ ผมว่าอะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปครับ ปัจจุบันดาราไทยอาจได้รับความนิยมน้อยกว่านักร้อง-ดาราเกาหลีก็มากครับ ตรงวงการนี้ผมว่าคงต้องเหนื่อยกันต่อไปสำหรับบ้านเราถ้าสื่อยังเลือกทำข่าวซุบซิบ ชู้สาวของคนเหล่านี้ถ่ายเดียว ควรจะเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้แสดงทัศนคติที่น่าสนใจของตนออกมาบ้าง หรือถ้าไม่มีก็ต้องให้สื่อเป็นคนสรรหา ซึ่งผมเชื่อว่ามีแ่น่นอน แต่พวกเขาถูกสร้างภาพลักษณ์อยู่แต่แบบเดิมๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นปัญหาในการพัฒนาเรื่องการแสดงเลยก็ว่าได้

    ค่านิยมอย่างหนึ่งที่ผมเห็นพูดกันบ่อยๆ ก็คือวงการบันเทิงเป็นวงการที่ไม่ยั่งยืนเราจึงเห็นดาราส่วนใหญ่ดังได้สักพักก็จะหันไปทำธุรกิจอย่างอื่นกัน ซึ่งมันต่างจากระบบวงการบันเทิงแบบฮอลลีวู้ดที่เขาทำให้คนเห็นคุณค่าของงานและทุ่มเทกับมันได้เต็มที่เพื่อสมบทบาท (อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ)

    ส่วนเรื่องที่เด็กจะลอกเลียน ผมว่าสื่ออย่างภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์มันก็ตัวแปรหนึ่งครับ เด็กรุ่นใหม่หลายคนที่ผมรู้จักไม่ดูหนังไทย(คือไม่ดูจริงๆ)แล้วเขาก็พูดกันครับ เพราะติดมาจากคนที่บ้าน หรือเพื่อนก็มี เช่น ผมเคยเห็นเด็กอายุแค่ขวบเดียว ถือแก้วน้ำหวานที่แม่ซื้อมาให้ตกกลางห้าง หกล้มแล้วก็ร้องไห้ แทนที่แม่จะปลอบ กลับเขย่าตัวเด็กอย่างแรกแล้วพูดตวาดว่า “มึงเป็นเ-ี้ยอะไร” บางทีเราก็คงต้องมองลึกไปที่ปัญหาเหมือนกันครับว่าการแสดงอาการก้าวร้าว พูดคำหยาบนั้นมีที่มาจากอะไร ผมคิดว่าไม่ใช่แค่การลอกเลียนแน่นอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: