ข้อบกพร่องของทุนสนับสนุนโครงการและกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาพยนตร์และวีดิทัศน์


โดยแนวร่วมคัดค้านการมอบทุนสนับสนุนหนังไทย 100 ล้าน ให้หนัง นเรศวร 3,4

จากคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี แห่งมูลนิธิหนังไทย

1. ความคลุมเครือของคำจำกัดความของประเภทของภาพยนตร์
ในใบสมัครเพื่อขอยื่นรับทุนสนับ สนุนโครงการและกิจกรรมส่งเสริม อุตสาหกรรมภาพยนตร์และ วีดิทัศน์นั้น มีการให้ผู้สมัครระบุประเภทของทุนที่จะขอรับการสนับสนุน โดยแบ่ง 5 ประเภท ดังนี้
(1) ประเภทภาพยนตร์เรื่องยาวและกิจกรรม แบ่งเป็น
ก. ภาพยนตร์เรื่องยาว
ข. กิจกรรม
(2) ประเภทภาพยนตร์สั้น สารคดี ทดลอง และ นอกกระแส
ก. ภาพยนตร์สั้น
ข. ภาพยนตร์สารคดี
ค. ภาพยนตร์ทดลอง
ง. ภาพยนตร์นอกกระแส
(3) ประเภทภาพยนตร์ชุดหรือละครชุด
(4) ประเภทเกม
(5) ประเภทอนิเมชั่น

โดยคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ไม่มีการให้คำจำกัดความของประเภทภาพยนตร์
ต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนของผู้สมัครโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของภาพยนตร์เรื่องยาว และภาพยนตร์นอกกระแส มีผู้สมัครจำนวนหนึ่งเข้าใจว่า ภาพยนตร์เรื่องยาว เป็นประเภทที่ต้องมีเงี่อนไขใน การคืนทุน ส่วนภาพยนตร์นอกกระแส เป็นการให้เปล่า ซึ่งผลออกมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น การที่ผู้สมัครเลือกประเภทของภาพยนตร์ผิด ก็อาจจะพลาดการได้รับทุนการสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเภทภาพยนตร์สั้น สารคดี ทดลอง และ นอกกระแสมีงบจำกัดเพียง 10 ล้านบาท

2. สัดส่วนของเงินทุนสนับสนุนของภาพยนตร์แต่ละประเภท
ในขณะที่ทุนสนับสนุนโครงการและ กิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ซึ่งปัญหาหลักอย่างหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย คือ การขาดความหลากหลาย ซึ่งความหลากหลายจะทำให้ผู้ชมภาพยนตร์ไทยได้มีทางเลือก และพัฒนาการเสพย์งานภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์นอกกระแส ภาพยนตร์ทดลอง ภาพยนตร์สั้น และภาพยนตร์สารคดี ซึ่งเป็นประเภทภาพยนตร์ที่แทบจะไม่มีนายทุนให้ทุนสร้างภาพยนตร์เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์เหล่านี้จะช่วยพัฒนารสนิยมการเสพย์งานภาพยนตร์ของผู้ชมภาพยนตร์ได้อย่างมาก แต่กลุ่มของภาพยนตร์เหล่านี้ ซึ่งมีผู้สมัครรับการสนับสนุนจำนวน 81 เรื่อง กลับได้รับการสนับสนุนเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่องยาว ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ สามารถหานายทุนสนับสนุนได้ไม่ยาก มีผู้สมัครขอรับทุนสนับสนุนจำนวน 98 เรื่องกลับได้รับเงินสนับสนุนไปถึง 150 ล้านบาท

3. ไม่แบ่งประเภทการให้ทุนตามขั้น ตอนของงานสร้าง
ตามหลักของการให้ทุนภาพยนตร์ในแต่ละที่ อย่างเช่น การให้ทุนของ KOFIC หรือ ทุน Hubert Bal Fund จะมีการระบุทุนที่ให้อย่างชัดเจนว่าเป็นทุนที่ให้เพื่อขั้นตอนอะไรในการสร้าง เช่น ทุนพัฒนาบทภาพยนตร์ ทุนสร้างภาพยนตร์ หรือ ทุนโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งการระบุเช่นนี้จะเหมาะสมอย่างยิ่งในการตัดสินใจของคณะกรรมการ โดยเฉพาะในประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์คุณภาพเรื่องหนึ่งจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน การทราบว่าภาพยนตร์อยู่ในขั้นตอนใดจะทำให้เห็นความเป็นได้ ว่าภาพยนตร์ที่สนับสนุนจะมีแนวโน้มที่จะเสร็จตามเวลาหรือไม่ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับทุนที่มีกรอบด้านเวลาในการใช้เงินอย่างในโครงการนี้ และเป็นการสะดวกสำหรับคณะกรรมการฯ ที่จะตรวจสอบการใช้เงินทุนของผู้สมัครแต่ละรายอีกด้วย

4. ไม่มีการระบุจำนวนเงินที่กระทรวง จะให้การสนับสนุนต่อเรื่องอย่างชัดเจน
นอกจากการระบุถึงขั้นตอนการสร้างแล้ว โดยปกติทุนส่วนใหญ่จะระบุจำนวนเงินจำนวนสูงสุดที่ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องสามารถขอได้ ซึ่งการระบุจำนวนเงินสูงสุดตรงนี้จะช่วยในเรื่องของการกระจายทุน ไม่ให้ตกไปอยู่ภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หากเงินจำนวนสูงสุดที่จะให้นั้นไม่ครอบคลุมงบประมาณทั้งหมด ผู้สมัครขอรับทุนจะต้องรับผิดชอบ ในการหาทุนจากแหล่งอื่นๆ ไม่ได้เพียงแต่รอรับความช่วยเหลือ จากเงินทุนรัฐบาลอย่างเดียว หรือหากผู้สมัครขอรับทุนไม่ต้อง การหาทุนจากที่อื่น ผู้สมัครก็จะต้องปรับลดสเกลการสร้างให้ลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับทุนที่กำหนด

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ควรจะระบุหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างชัดเจนว่า โครงการภาพยนตร์ลักษณะใดที่จะได้รับเงินเต็มจำนวนที่ขอ ส่วนโครงการใดจะไม่ได้รับเงินตามจำนวนที่ขอ แต่จะถูกจัดแบ่งอย่างเหมาะสมแทน

5. การให้ผู้สนับสนุนเลือกที่จะระบุเงื่อนไขการส่งเสริม
โดยปกติแล้ว การให้ทุนสนับสนุนภาพยนตร์นั้น จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การให้เปล่า และการให้อย่างมีเงื่อนไข ซึ่งสองประเภทนี้ ควรจะได้แยกขาดกันอย่างชัดเจน โดยการให้การสนับสนุนแบบให้เปล่า จะเหมาะสำหรับภาพยนตร์ที่ไม่เชิงพาณิชย์ แต่มีศักยภาพในด้านการสร้างสรรค์ความหลากหลาย และพัฒนารสนิยมผู้เสพย์งาน รวมทั้งกิจกรรมที่พัฒนารสนิยมให้กว้างและหลากหลายมากขึ้น
ส่วนการให้การสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทุนสร้างภาพยนตร์ ที่จะลงทุนสร้างภาพยนตร์ที่อาจจะมีโอกาสทางการตลาด หรือ การสร้างภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างสูง โดยควรจะทำกองทุนนี้ให้ออกมาเป็นกองทุนกู้ยืมสำหรับโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวีดิทัศน์อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นให้ทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ หรือ ทุนกู้ยืมไม่มีดอกเบี้ย ส่วนผลตอบแทนอาจเป็นการคืนเงินต้น หรือ แลกกับการเปอร์เซ็นต์ของการรายได้จากการฉายภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ
6. เกณฑ์การให้คะแนนภาพยนตร์แต่ละ ประเภท
จากข้อมูลเว็บไซต์ http://www.thaicinema.org มีเกณฑ์การให้คะแนน 4 หัวข้อหลัก คือ
(1) ส่วนของเนื้อหา
(2) ส่วนของการบริหารโครงการ
(3) ส่วนของผลประโยชน์ และผลกระทบ
(4) ส่วนของคุณค่าทางศิลปะ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไม ในส่วนของภาพยนตร์สารคดี จึงเป็นประเภทเดียวไม่มีการใช้เกณฑ์ การให้คะแนนในส่วนของการบริหารโครงการ ซึ่งทำให้เกณฑ์การให้คะแนนดูมีความลักลั่น ในขณะเดียวกัน เกณฑ์บางเกณฑ์ อย่างเช่น คุณค่าทางศิลปะ เป็นสิ่งที่ยากจะตัดสินผ่านทาง หน้ากระดาษ เช่นเดียวกับ ส่วนของผลประโยชน์และผลกระทบ ล้วนแต่เป็นที่สิ่งคาดเดาได้ยากกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาตัดสินใจ

7. คุณสมบัติของคณะกรรมการที่พิจารณา ให้ทุนสนับสนุน
อันเนื่องมาจากวงการภาพยนตร์ไทย เป็นวงการที่ค่อนข้างเล็ก และมีคณะกรรมการหลายๆ ท่าน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทเอกชน แต่กระนั้น การจะไม่อนุญาตให้คนในวงการอุตสาหกรรม ภาพยนตร์เข้าไปเป็นคณะ กรรมการฯ หรือ คณะอนุกรรมการฯ ก็คงเป็นไปได้ยาก ในทางปฏิบัติดังนั้น จึงควรต้องระบุให้ชัดเจนในกฎระเบียบ ว่า หากกรรมการท่านใดก็ตามมีส่วนได้ ส่วนเสีย หรือ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด กับผู้สมัครยื่นรับการสนับสนุนโครงการและกิจกรรมใดๆ ก็ตาม กรรมการท่านนั้นจะต้องออกจากที่ ประชุม หรือ ไม่มีสิทธิ์ในการลงคะแนน ที่เกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมในการพิจารณาทุนดังกล่าว

นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่า จำนวนข้าราชการต่างๆ ที่มารับหน้าที่เป็นกรรมการฯ นั้น เหมาะสมเพียงใด เพราะหลายๆ ท่าน อาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องภาพยนตร์ แต่ต้องมารับหน้าที่เป็นกรรมการ อันเนื่องมาจากตำแหน่ง ในบรรดาคณะกรรมการ 22 ท่าน มีผู้ที่เป็นข้าราชการถึง 14 ท่าน ซึ่งอาจมีผลต่อการทำให้ผลการตัดสิน เป็นที่ยอมรับ

8. การไม่ระบุช่วงเวลาของการใช้ทุน ให้ชัดเจน
หลังจากมีการชี้แจงรายละเอียดให้ ผู้รับทุนได้ฟังแล้ว ผู้รับทุนพบว่าจะต้องทำโครงการแล้วเสร็จก่อนเดือนกันยายน เพราะจะต้องเบิกเงินที่ได้ให้ออกไปจากรัฐก่อนปิดปีงบประมาณ ซึ่งข้อจำกัดเรื่องกรอบเวลานี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่กระทรวงฯ ควรจะต้องแจ้งให้ทางผู้สมัครขอ รับทุนได้รับทราบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ผู้รับทุนได้เตรียมนำ เสนอโครงการที่เหมาะสม

เพิ่มเติม
ควรจะมีทุนสำหรับ ผู้สร้างหนังเรื่องแรก หรือ เรื่องสอง (First film maker) ด้วย ซึ่งมันจะช่วยทำให้คนทำหนังมือใหม่ได้มีโอกาสได้รับการพิจารณา นอกเหนือจากจากผู้กำกับที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

One response

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Yuthana Ngamlert, movieaudiencenetwork. movieaudiencenetwork said: ข้อบกพร่องของทุนสนับสนุนโครงการและกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ – http://bit.ly/a05mho […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: