ในวันที่แสงอาทิตย์ใกล้ดับมอด : ทุนสนับสนุนหนังไทย ใครเข้มแข็ง(กันวะ)?


โดยคุณ panueddie

ครั้งแรกที่ได้ยินข่าวว่าจะมี การแจกงบประมาณที่เรียกว่าไทยเข้มแข็ง เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ความรู้สึกแรกก็คือ ตื่นเต้นและดีใจ ว่าในที่สุดภาครัฐก็หันมาเห็นความสำคัญของศิลปะแขนงที่เจ็ดอันเรียกว่าหนัง หรือภาพยนตร์ และคนทำงานในแขนงนี้ในบ้านเรา กันเสียที หลังจากที่หมางเมินขาดไร้ความสนใจ ใยดีมาเป็นนาน

แต่หลังจากเห็นรายชื่อหนังที่ได้รับทุนที่ว่า ความตื่นเต้นดีใจนั้นกลับกลายเป็นความเซ็ง ละเหี่ย อิดหนาระอาใจ โศกเศร้า จนกระทั่งคับแค้น เพราะงบประมาณ 200 ล้านที่เขาบอกว่าจะใช้สนับสนุนคนทำหนังไทย และกระตุ้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จำนวนครึ่งหนึ่ง (100 ล้านบาท) ถูกมอบให้หนังเพียงเรื่องเดียว!
หนำซ้ำหนังเรื่องดังกล่าวที่ว่า ยังได้รับทุนสนับสนุนจากอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งก็คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อีกเป็นจำนวนถึง 330 ล้านบาทอีกด้วย!! สิริรวมแล้ว หนังเรื่องเดียวที่ว่านี้ได้ทุนสนับสนุนจากภาครัฐ (ซึ่งก็คือเงินภาษีของประชาชน) ไปถึง 430 ล้านบาท!!!

ด้วยข้ออ้างที่เขาให้กับเราว่า เหตุเพราะหนังเรื่องดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนชาวไทยให้มีความรักชาติ ให้รำลึกถึงประวัติศาสตร์ และเพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย อีกทั้งยังเป็นการเคารพและเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณต่อวีรกษัตริย์ไทยในอดีต…

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ทุน 430 ล้าน ที่หนังเรื่องเดียวเรื่องนี้ได้ไป สามารถเอาไปสนับสนุนวงการหนังไทย นักเรียน นักศึกษาภาพยนตร์ และเยาวชนคนทำหนังหน้าใหม่ได้เป็น ร้อยๆคน ทำหนังได้อีกเป็นร้อยๆ เรื่อง

ไม่ใช่เอาไปให้คนแก่ที่มีโอกาสดี มีบารมีล้นเหลืออยู่แล้วเอาไปทำหนังเกี่ยวกับเรื่่องราวที่ผ่านมาแล้วเป็นหลายๆ ร้อยปีแบบนี้  (และถึงแม้จะบอกว่าเป็นการให้โดยการมีเงื่อนไขว่าต้องมอบ คืน แต่การที่หนังเรื่องดังกล่าวได้เงินไปก่อนมากขนาดนี้ก็ถือ เป็นการทำลายโอกาสคนทำหนังตัวเล็กๆ คนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่นเดียวกันหรือมากกว่า นี่ยังไม่นับรวมคำถามที่ว่า จะคืนเมื่อไหร่ อย่างไร เท่าไหร่ และคืนจริงไหม?)

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณวีรกษัตริย์ บรรพกษัตริย์ของชาติเรา เคารพน่ะเคารพอยู่ ซาบซึ้งน่ะซาบซึ้งอยู่ พระมหากรุณาธิคุณท่วมท้นล้นพ้นหัวก็ตระหนักอยู่เต็มอก

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นมันคือ คนที่ยังมีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจอยู่ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ไม่ใช่หรือ?

ไหนจะเด็กไหนจะเยาวชน คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนไขว่คว้าหาโอกาสจนแทบล้มประดาตายโหงตายห่ากันหมดแล้ว ไม่เห็นมีใครดูดำดูดีเลยสักคน

อีกทั้งเหล่าคนทำหนังไทยตัวเล็ก ตัวน้อยที่ก้มหน้าก้มตาหา เงินมาทำหนังด้วยตัวเองกันเลือด ตาแทบกระเด็น กว่าจะทำเสร็จออกมาได้ พอทำเสร็จแล้วก็ต้องดิ้นรนหาที่ฉายกันเอาเอง (เพราะไม่มีโรงไหนเหลียวแล เดี๋ยวไม่มีที่พอฉายหนังบล็อกบัสเตอร์!) ที่โชคดีหรือมีฝีมือบ้างก็มีโอกาสไปฉายเมืองนอก บ้างก็ได้รางวัลจากเทศกาลจนสร้าง ชื่อเสียงให้ประเทศชาติใน ระดับโลก แต่ก็ไม่เห็นมีใครที่ไหนมาเหลียวแล ไม่เห็นมีมหา(จงใจสะกดผิด) ที่ไหนมาสนอกสนใจช่วยเหลือ

ซ้ำร้ายถึงเวลาเอาหนังกลับมาฉายหนังในเมืองไทย ก็ยังโดนกระทำชำเรา ทำร้าย ย่ำยีด้วยการแบน ด้วยการเซ็นเซอร์ต่างๆ นาๆ เอากับหนังของพวกเขาอีก

การให้ทุนไทยเข้มแข็งของกระทรวงวัฒนธรรมบวกกับการมุมมิบแอบ ส่งชิ้นปลามันของกระทรวงพาณิืชย์ คราวนี้จึงเหมือนเป็นการกระทืบซ้ำและเหยียบย่ำคนทำหนังและวงการหนัง ไทยอย่างสาหัสสากรรจ์อีกครั้งหนึ่ง

นี่ยังไม่นับถึงการที่ส่วนใหญ่ของทุนเหลืออีกเพียงครึ่งหนึ่ง ตกไปสู่มือของบริษัททำหนังรายใหญ่ (และพวกพ้อง) ที่มีอำนาจ โอกาส และทรัพย์สินมากเกินพอที่จะทำหนังได้โดยที่ไม่ต้องเหลียวแลเงินก้อนนี้เสียด้วยซ้ำ (แต่เขาก็เอา) ขณะที่ผู้สมัครอีก 250 คนที่เหลือ (ที่อาจมีความจำเป็นและต้องการเงินมากกว่า) ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ในเวลาเดียวกันกับที่บริษัทใหญ่ๆ บางบริษัทได้รับเงินงบประมาณซ้ำซ้อน อาทิ :

บริษัท สหมงคลฟิล์ม ได้งบไป 2 ส่วน จากหนัง ‘อีนาง…เอ้ย’ : 5,225,000 และ ‘คนโขน’ ในนามของ สมบัติ เตชะรัตนประเสริฐ : 580000 บาท (ที่มีชื่อเดียวกันกับ ‘คนโขน’ ของบริษัท นับหนึ่ง นีโอฟิล์ม ที่ได้งบประมาณไปแล้ว 8,000,000 บาท?)

บริษัทโลคอล คัลเลอร์ ฟิล์ม ได้งบไปส่องส่วนเช่นกัน จากหนัง ‘ฝนตกขึ้นฟ้า’ : 8,000,000 บาท และ ‘สายน้ำลูกผู้หญิง’ : 1,200,000 บาท

และบริษัท Imagimax ได้งบประมาณจากสองประเภท คือ 1.ประเภทเกม จากเกม ‘ผจญภัยไทยแลนด์’ : 2,000,000 บาท และ 2.ประเภทแอนิเมชั่น จากแอนิเมชั่น ‘คืนตรัสรู้’ : 2,000,000 บาท
(ข้อมูลจาก : http://www.thaicinema.org/news52_tff3.asp)

แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

อย่างน้อย เราก็มีสิทธิตามกฎหมาย (ในฐานะประชาชนผู้เสีย) ภาษี ที่จะรู้ว่า คณะกรรมการที่มีส่วนในการตัดสิน ใจในเรื่องนี้คือใคร?

วงการหนังไทยไม่ต้องมองไปที่ไหนไกลถึงฝรั่งเศสถึงยุโรปหรอก เอาใกล้ๆ แค่เกาหลี เมื่อสิบปีก่อนมีใครรู้จักไหม นอกจากกายกรรมเปียงยาง แล้วดูตอนนี้เขาเป็นยังไง

ถ้าเขามีหน่วยงานภาครัฐที่คิดอะไรไม่ไกลเกินตีนกวาด ขาดไร้วิสัยทัศน์ เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมแบบของบ้านเราเมืองเราอย่างงี้ เขาคงจะเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้แบบตอนนี้ได้หรอก?

ดังที่คนทำหนังอิสระแถวหน้าตัวจริงเสียงจริงคนนึงในบ้านเรา อย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบ้าน เมืองเราตอนนี้ไม่ใช่โบราณวัตถุ หรือโบราณสถานอะไรที่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบ้านเมืองเราตอนนี้คือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ มันจะส่องประกายไปตลอดชีวิตของคุณ มันไม่มีวันดับมอด และมันจะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่ง ใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ”

แต่ถ้าผู้มีอำนาจใจบ้านเรา หรือแม้กระทั่งประชาชนอย่างเราๆ เองส่วนใหญ่ ยังคงขาดไร้วิสัยทัศน์ ยึดติดและจ่อมจมอยู่กับอดีด ไม่มองก้าวไปข้างหน้า และยังเห็นประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนรวมอยู่แบบนี้แล้ว แสงอาทิตย์ที่ว่าอาจดับมอดอย่างไม่มีวันที่จะส่องสว่าง และเราก็อาจต้องอาศัยอยู่ในความมืดมิดนี้ไปอีกนานแสนนาน

ที่เขียนมาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับทุนนี้ทั้งสิ้น แต่เขียนในฐานะประชาชน ในฐานะคนไทยคนนหนึ่งที่รักหนังอย่างแท้จริง!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: