คุยแตกฟองว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ใน “October Sonata” กับ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช”


จาก มติชนออนไลน์ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 06:00:00 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ณ ร้านน้ำชาโดยมูลนิธิหนังไทย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดกิจกรรม “คุยแตกฟอง ครั้งที่ 1” โดยมี “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “October Sonata รักที่รอคอย” มาร่วมพูดคุยแฟน ๆ หนังไทย ในหัวข้อ “October Sonata : วรรณกรรมและประวัติศาสตร์”

ทางเว็บไซต์มติชน ออนไลน์ ได้ทำการบันทึกการพูดคุยในวันนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว เราขอยกข้อมูลที่น่าสนใจในส่วนของ “อุปสรรค์ของการสร้างหนังการเมือง” ในเมืองไทยมานำเสนอ เนื่องจากแสดงให้เห็นชัดเจนถึงข้อจำกัดของการสร้างภาพยนตร์ที่เป็นเสมือน “การเซ็นเซอร์ตัวเอง” ของผู้สร้างหนังที่คิดแทนคนดู นอกเหนือจากแค่ภาครัฐเอามาให้อ่านกันดังนี้ (สำหรับข้อมูลทั้งหมดสามารถอ่านได้ ที่นี่ )

อุปสรรคของการสร้างหนังการเมือง
สมเกียรติ์พูดถึงที่มาของ October Soanta ว่า เขาคิดที่จะสร้างหนังเรื่องนี้มายาวนานมาก แต่ก็ไม่ได้ทำเสียที  เพราะผู้ออกทุนหลายต่อหลายรายเห็นว่าเป็นหนังที่พูดเรื่องการเมือง (มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขานำบทภาพยนตร์ที่ขึ้นต้นด้วยข้อความที่เขียนโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุลไปเสนอ ปรากฏว่าพอนายทุนเห็นชื่อเสกสรรค์เท่านั้น ก็ตัดสินใจไม่พิจารณาบทดังกล่าวทันที)

แต่เมื่อเขามีโอกาสได้ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาในสถานะภาพยนตร์ตลาด กระแสหลักซึ่งต้องพึ่งพางบประมาณของนายทุน และต้องหวังผลเชิงพาณิชย์พอสมควร สม เกียรติ์จึงพยายามประนีประนอมด้วยการทำหนังให้มีองค์ประกอบที่น่าจะเข้าถึง คนดูได้มากที่สุด ผ่านการขับเน้นให้ October Sonata มีภาพลักษณ์เป็นหนังรัก ทั้งยังต้องเหยียบเรื่องบางเรื่องที่ตนเองอยากพูดออกมาเอาไว้ เช่น เนื้อหาในส่วนการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้นของรวี เป็นต้น

ปัญหาสำคัญอีกประการก็คือปัญหาเรื่องการตลาด เช่น มี การห้ามโฆษณาว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับ “เรื่องการเมือง” อย่างเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะไม่ขาย แม้แต่เนื้อหาของภาพยนตร์ในส่วนที่พูดถึงวรรณกรรมเพื่อชีวิต เช่น สงครามชีวิต หรือ ปีศาจ ก็ถูกห้ามพูดถึงในขั้นตอนการประชาสัมพันธ์เช่นกัน และเกือบจะถูกตัดออกจากหนังด้วยซ้ำไปจากข้อเสนอแนะของทีมงานการตลาด

สำหรับสมเกียรติ์แล้ว การทำหนังการเมืองร่วมสมัยในยุคปัจจุบันจึงมีปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องการหา ทุนสร้างจากนายทุน ซึ่งเราต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในหนังของเรา มากกว่าปัญหาเรื่องการถูกเซ็นเซอร์จากหน่วยงานพิจารณาภาพยนตร์ของทางราชการ ที่เขาเชื่อว่าไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะมั่นใจว่าตนเองและคนทำหนังอีกหลายรายสามารถซ่อนประเด็นการเมืองไว้ใน หนังได้อย่างแนบเนียนพอจนรอดพ้นจากสายตาของกรรมการเซ็นเซอร์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: