ไทยโพสต์ เสนอข่าวหนัง “นาคปรก”


ช่วงที่ผ่านมาคอลัมน์ “วิสามัญบันเทิง” จากหนังสือพิมพ์ “ไทยโพสต์” ได้ลงเรื่องราวการผ่านขั้นตอนพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์แล้วของภาพยนตร์ที่ได้กลายเป็นกรณีศึกษาในการจัดเรตภาพยนตร์ของไทยนั่นคือ “นาคปรก” ของผู้กำกับ ภวัต พนังคศิริ และมีผู้ส่งจดหมายมาแนะนำเพิ่มเติม เราจึงขอนำมาลงก่อนที่หนังเรื่องนี้จะได้ฉาย และลุ้นกันว่าจะได้เรตอะไร ตัดหรือไม่ และเสมือนเกริ่นให้ทราบว่าเนื้อหาของหนังทำไมจึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ และเลื่อนฉายมาเป็นเวลายาวนาน

นาคปรก…18+

ก็เป็นอันว่าภาพยนตร์ไทยเรื่อง “นาคปรก” ที่สร้างโดยบริษัทสหมงคลฟิล์ม และคุณภวัต พนังคศิริ เป็นผู้กำกับฯ เรื่องแรกในชีวิตนั้น ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่หนังเรื่องนี้เคยถูกใช้เป็น “หนูทดลอง” การจัดเรตติ้งมาแล้วหนหนึ่ง

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก “นาคปรก” เป็นหนังลักษณะมีความรุนแรงทั้งพฤติกรรม, เพศ และภาษา อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง และยังมีเรื่องราวพาดพิงถึง “ด้านมืด” ของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นผลงานกำกับฯ เรื่องแรกของคุณภวัต และถ่ายทำเสร็จก่อนจะไปเปิดกล้องหนัง “อรหันต์ซัมเมอร์” ให้กับบริษัทเอจีฯ เสียอีก

“นาคปรก” เป็นหนังว่าด้วยกลุ่มโจร 3 คนคือคุณเร แม็คโดนัลด์ คุณสมชาย เข็มกลัดและคุณปิติศักดิ์ได้ปล้นเงิน แล้วบังเอิญระหว่างวิ่งหนีตำรวจ กระเป๋าที่บรรจุเงินได้ร่วงหล่นลงไปในหลุม และด้วยเป็นเวลากลางคืนและกำลังหนีตำรวจ จึงไม่ทันได้สังเกตว่าเป็น “หลุม” อะไร

จนเมื่อโจรทั้งสามได้หวนคืนมาค้นหาเอาเงิน จึงพบว่าหลุมนั้นได้ถูกทับด้วยโบสถ์หลังใหม่ พวกเขาก็เลยจำต้อง “โกนหัว” ปลอมเป็นพระสงฆ์ เพื่อหาทางนำเงินนั้นออกมาให้ได้

และระหว่างที่เป็น “พระปลอม” เพราะไม่ได้บวชแค่เอาผ้าเหลืองมาห่มกาย ก็ได้มีโสเภณีที่แสดงโดยคุณทราย เจริญปุระ เดินทางมาตามหาผัว (คุณเร) ที่วัด ก็เลยมีฉากเพศสัมพันธ์กันขึ้นภายในกุฏิซึ่งก็ล่อแหลม นับเป็นฉากที่ค่อนข้างแรงอยู่

แต่ในครั้งที่หนัง “นาคปรก” ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาในการจัดเรต ก็มีการถกเถียงกันอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่มีใครแบนหนังเลย เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่คณะกรรมการที่มาจากผู้ทรงวุฒิจากหน่วยงานรัฐเอกชน ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ได้กำหนดให้อยู่ในประเภท “น 18+”

ซึ่งก็หมายถึงภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้อายุต่ำกว่าต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง ไม่ได้ห้ามดู

คราวนี้คุณสะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ คงได้โล่งเบาสบายใจขึ้น ที่หนังจะได้ออกฉายสู่สายตาผู้ชมเสียที เพราะจะว่าไปหนังเรื่องนี้ได้สร้างเสร็จมาอย่างน้อยๆ ก็ร่วม 2 ปีเข้าไปแล้ว

และเท่าที่ได้มีโอกาสเห็นหนังนาคปรกมา คุณสะอาดดูจะได้เล่นบทที่โดดเด่นเป็น “กุญแจ” สำคัญของเรื่องเลยก็ว่าได้..มิน่าล่ะถึงได้คุยนักคุยหนาว่าที่ยอมโกนหัว ก็ด้วยเหตุผลเป็นหนังที่ถ้าไม่ได้เล่นคงต้องเสียใจแย่ และไม่รู้ว่าจะมี “บท” หยั่งงี้ให้ได้เล่นอีกหรือไม่?

อีกคนที่เหมือนยกภูเขาออกจากอก แน่นอนคือเจ้าของทุน “เสี่ยเจียง” คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ที่ก่อนนี้ได้ปรารภกับผมถึงหนังเรื่องนี้ว่า เราเป็นชาวพุทธอย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหายต่อพุทธศาสนา มีบางฉากที่ล่อแหลมก็ให้ผู้กำกับฯ แก้ไข ถึงจะช้าไปก็ดีกว่าปล่อยหนังออกมาให้ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคน “ทำลายศาสนาของตัวเอง”

จากนี้ก็คอยฟังกันว่าหนังจะเข้าโรงเมื่อไหร่ แต่แว่วๆ ว่าออกพรรษาปีหน้าโน่นแหละถึงจะฉาย ก็ไม่รู้จะทรมานใจคุณสะอาดไปถึงไหน ไม่ใช่ไรหรอกแกอยากขึ้นรับ “รางวัล” บนเวทีน่ะ..แหมอะไรจะมั่นใจขนาดนั้น.

เขียนโดย สันต์ สะตอแมน
http://www.thaipost.net/x-cite/301109/14209

Advertisements

2 responses

  1. เครือข่ายคนดูหนัง

    จากนั้นได้มีผู้เขียนจดหมายมาขอลงในคอลัมน์นี้ตามนี้ครับ

    ระบาย”เรตติ้ง”
    http://www.thaipost.net/x-cite/041209/14433

    อีกสักวัน หรือสองวันที่ต้องขออนุญาตผู้อ่าน ที่จะ “ติดหล่ม” อยู่กับเรื่องของ “เรตติ้งภาพยนตร์” เสียแล้วล่ะ เพราะวันนี้ได้มีจดหมายผู้ใช้นามว่า “อำดำ” ได้เขียนมาระบายความรู้สึก และทำความเข้าใจแก่บุคคลในวงการภาพยนตร์ไปถึงผม และเห็นว่าน่าจะมีสารประโยชน์อยู่มาก จึงอยากให้ได้ลองทัศนากันดูครับ..

    ได้อ่านคอลัมน์เรื่อง “นาคปรก 18+” ของคุณสันต์ สะตอแมน แล้วรู้สึกเป็นห่วงวิธีการใช้กฎหมาย ว่าด้วยการจัดเรตติ้งตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ต้องเขียนหนังสือมาเพื่อระบายความรู้สึก และทำความเข้าใจแก่บุคคลในวงการภาพยนตร์กันอีกครั้งหนึ่ง

    ประเด็นแรกคงเป็นความตั้งใจออกแบบกฎหมายภาพยนตร์ฉบับนี้..โครงสร้างกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการจัดเรตติ้ง มี 2 มาตราที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ “มาตรา 26” และ “มาตรา 29”

    ในเบื้องต้นนี้ผมขอกล่าวถึงมาตรา 26 ก่อน มาตรา 26 ได้กำหนดประเภทของภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร มี 7 เรต ดังที่คุณสันต์ได้นำมาลงที่คอลัมน์ตรงนี้ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมเห็นจะไม่ต้องมาพูดอีก

    แต่จะขอขยายความถึงการกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ ที่ซึ่งกว่าจะคลอดออกมาได้ก็เรียกว่าทุลักทุเลพอสมควร อย่างไรก็ตามได้มีข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการกันว่า หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎกระทรวง อันเนื่องมาจากความไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในสังคมไทย ก็จะมีการพิจารณาแก้ไขโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาข้ออุทธรณ์คำสั่ง และให้ความเห็นทางด้านกฎหมาย ซึ่งมีการประชุมกันเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์อยู่แล้ว

    ในส่วนตัวผมไม่ได้ติดใจในตัวบทของกฎหมายตามมาตรา 26 รวมไปถึงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มีหน้าที่เพียงพิจารณาอนุญาตเรตติ้ง ตามที่เจ้าของหนังได้ขอจัดเรตภาพยนตร์ของตน

    ผมขอเน้นตรงนี้ว่าการจัดเรตหนัง เป็นหน้าที่ของเจ้าของหนังต้องกำหนดเรตหนังของตนเอง โดยใช้กรอบกฎหมายมาตรา 26 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นผู้กำหนดเรต

    กลไกของกฎหมายยังกำหนด สิทธิของเจ้าของหนังในมาตรา 66 ด้วยอีกว่า หากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ไม่เห็นชอบตามคำขอของเจ้าของหนัง หรือมีคำสั่งจัดเรตต่างไปจากเรตที่เจ้าของหนังขอไป เจ้าของหนังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

    คำสั่งกฎหมายยังกำหนดให้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้าพิจารณาไม่เสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าเห็นด้วยกับคำอุทธรณ์

    กฎหมายในเรื่องสิทธิอุทธรณ์ เป็นประโยชน์โดยตรงต่อเจ้าของหนัง แต่ในเชิงปฏิบัติยังไม่ค่อยมีเจ้าของหนังใช้สิทธิตามมาตรา 66 นี้ เพราะ..

    ครับ..เอาไว้แค่นี้ก่อน “เพราะอะไร” ค่อยอ่านกันต่อฉบับจันทร์หน้าอีกวันก็แล้วกันนะ.

    สันต์ สะตอแมน

  2. เครือข่ายคนดูหนัง

    ระบาย”เรตติ้ง”(จบ)
    http://www.thaipost.net/x-cite/071209/14568

    วันนี้ผู้ใช้นาม “อำดำ” ยังอยู่กับผม เพราะแกยังระบายความรู้สึก และทำความเข้าใจแก่บุคคลในวงการภาพยนตร์ยังไม่สะเด็ดน้ำ…ก็ขอเชิญทัศนากัน ต่อเลยครับ…

    กฎหมายในเรื่องสิทธิอุทธรณ์เป็นประโยชน์โดยตรงต่อเจ้าของหนัง แต่ในเชิงปฏิบัติยังไม่ค่อยมีเจ้าของหนังใช้สิทธิตามมาตรา 66 นี้ เพราะเจ้าของหนังมักส่งให้ความเห็นชอบการจัดเรตกระชั้นวันกำหนดฉายภาพยนตร์ หากใช้สิทธิก็ไม่สามารถฉายหนังได้ตามโปรแกรมที่กำหนด

    เจ้าของหนังจึงมักยินยอมการตัดฉากบางฉาก หรือการเพิ่มคำเตือนในภาพยนตร์ ตามคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายสำคัญอีกมาตราหนึ่ง คือ “มาตรา 29” ที่กำหนดอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เหมือนกับการเซ็นเซอร์ในอดีต ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่ามาตรา 29 เป็นอำนาจเซ็นเซอร์ตามกฎหมายฉบับเดิมนั่นเอง..

    ก็มาดูในตัวบทกันเลยครับ “มาตรา 29 ในการพิจารณาอนุญาตภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เห็นว่าภาพยนตร์ใดมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และเกียรติภูมิของประเทศไทย ให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มีอำนาจสั่งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขหรือตัดทอนก่อนอนุญาต หรือจะไม่อนุญาตก็ได้”

    จะเห็นได้ชัดว่าระบบการจัดเรตติ้งมาตรา 25 เพื่อพิจารณาจัดเรตหนังเป็นหนึ่งในเจ็ดประเภทตามมาตรา 26 จะถูก Over rule โดยมาตรา 29 ทันที ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 25 และมาตรา 29 ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

    ซึ่งที่มาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ก็ต้องยอมรับกันว่ามีการล็อบบี้กันหนักมากกว่าจะได้คณะกรรมการชุดนี้ แต่ยังเป็นโชคดีที่การทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้แม้ว่าจะค้านสายตาชาวเว็บ อย่างห้องเฉลิมไทยในพันทิปดอทคอม จนเกิดวิวาทะในบอร์ดพันทิปบ่อยๆ ก็ตาม

    ผมขอสรุปความเห็นกับคุณสันต์อีกครั้งหนึ่งว่า การจัดเรตติ้งเป็นหน้าที่ของเจ้าของหนัง ไม่ใช่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เจ้าของหนังจึงต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ดี ในการกำหนดเรตหนังของตน เพื่อไม่ให้มีปัญหากับคณะกรรมการพิจารณาฯ

    กลไกของกฎหมายได้กำหนดสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งไว้แล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้าของหนังต้องเร่งส่งหนังให้คณะกรรมการพิจารณาฯ เป็นเวลาล่วงหน้าก่อนหนังเข้าฉาย เพื่อให้แก้ไขปัญหาที่ (อาจ) เกิดขึ้นได้ทัน

    และสุดท้ายถ้าเผื่อมีโอกาส ในการหมุนเวียนคณะกรรมการพิจารณาฯ ชุดใหม่ๆ เข้าทำหน้าที่ ก็น่าจะสร้างมุมมองดีๆ ให้กับวงการหนังไทยในอนาคตได้..

    ครับ..คุณอำดำก็ได้ระบายความรู้สึกเรื่องเรตติ้ง จนน่าจะโล่งอกสบายใจขึ้น มีอะไรที่อยากคุยอยากระบายกับผม ก็ยินดี…ยกเว้นเรื่องการเมือง ต่างคนต่างเก็บใหัมันอัดอยู่ในใจจะดีกว่า อย่างน้อยบรรยากาศบ้านเมืองจะได้สงบเงียบลงบ้าง…ว่ามั้ย?.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: