หนังฝรั่งพากษ์ลาวโดยท้าวนพดล


นพดล สมบูรณ์ นักพากษ์เสียงลาว

อีกหนึ่งบทความที่น่าจะแสดงให้เห็นชัดถึงผลกระทบที่จะตามมาจาก พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่น่าจะมีผลต่อคนดูต่างจังหวัด และผู้ประกอบกิจการหนังเร่, หนังกลางแปลง และหนังล้อมผ้า จึงขอนำมาลงให้อ่านถึงวิถีปัจจุบันของ นักพากย์หนังกันครับ เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร แม้จะไม่ได้เริ่มโดนกฎหมายใหม่บังคับใช้

นพดล สมบูรณ์ นักพากษ์เสียงลาวคนแรก นักพากษ์หนังเร่คนสุดท้าย ตระเวนฉายทั้งฝรั่ง-จีนทั่วอีสาน สู้หนังแผ่น-โรงมัลติเพล็กซ์ งัดมุกฮาขายตลาดภูธร

ถ้าพูดถึงหนังกลางแปลง หนังเร่ หนังล้อมผ้า ที่ต้องพากษ์กันสดๆ แล้วมีคนสงสัยว่า “ยังมีอยู่อีกหรือ?” ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในวันที่เครื่องเล่นและแผ่นซีดี/ ดีวีดี ราคาแสนถูกกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เป็นใครก็อยากจะนั่งเสพสื่อบันเทิงราคาย่อมเยาอยู่กับบ้านมากกว่า

นพดล สมบูรณ์ หรือฉายาในวงการพากษ์หนังเท่ๆ ว่า ‘ท้าวนพดล’ จึงน่าจะเป็นนักพากษ์เพียงน้อยรายที่เหลือรอดมาได้ถึงวันนี้

“เริ่มพากษ์ตอนอายุ 20 เมื่อก่อนพากษ์กันอยู่ 5 คน ตอนนั้นผมอายุน้อยที่สุด เพราะขนาดคนพากษ์นางเอกก็ปาเข้าไป 72”

33 ปีผ่านไป เพื่อนร่วมทีมพากษ์รายอื่นๆ ทยอยตาย หรือไม่ก็เปลี่ยนอาชีพด้วยสิ่งแวดล้อมด้านบันเทิงที่แตกต่างจากวันวาน ไม่มีใครอยากดูหนังเร่ที่ต้องมีนักพากษ์อีกต่อไป ยกเว้นการพากษ์แบบที่ ‘ท้าวนพดล’ทำอยู่ในวันนี้

“พากษ์ภาษาอีสาน ขายความแปลกและความฮา คนดูถึงจะเคยดูในโรงดูหนังแผ่นมาแล้ว ก็ยังอยากดูเราพากษ์สดเป็นภาษาอีสานอยู่ดี” นี่คือจุดขายตรงความแตกต่างเฉพาะตัวที่ทำให้อาชีพนักพากษ์หนังเร่ของ ‘ท้าวนพดล’ ยัง ‘ขายได้’

และหากใครได้ผ่านตาและประทับใจกับหนัง ‘Charlie Chaplin’ เว้าลาวมาแล้ว ก็นั่นแหล่ะ ผลงานของ ‘ท้าวนพดล’คนเดียวกันนี้นี่เอง

งัดมุก ‘ทะลึ่ง-ฮา’ รักษาตลาด

งานพากษ์หนังของ ‘ท้าวนพดล’ เป็นการทำงานในลักษณะฟรีแลนซ์ โดย ‘หน่วยหนัง’ จะเป็นผู้ไปซื้อ ‘กากหนัง’จากโรงภาพยนตร์หลังจากที่หนังเรื่องนั้นๆ ออกโรงไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะนำมาเร่ฉายล้อมผ้าตามชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ตามจังหวัดทางภาคอีสาน

หนังที่ถูกเลือกซื้อเพื่อจะนำมาพากษ์ด้วยเสียงอีสานนั้น จะเน้นหนังแอ็คชั่นกับหนังคอเมอดี้ ฮาทะลึ่งตึงตัง หนังไทยไม่เอา หนังเศร้าก็ไม่นิยมด้วยเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ‘ท้าวนพดล’อธิบายว่าเนื่องจากหนังเร่เน้นฮา ถ้าเอาหนังเศร้ามาฉาย เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังตลก เพราะการพากษ์ถึงจะด้นสด มุกไม่ซ้ำในการเปิดฉายแต่ละรอบ แต่ก็ยังคงรักษาเนื้อหาหลักของเรื่องอย่างเคร่งครัด แต่ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันถ้าหนังดังจริงที่หน่วยหนังจะนำมาเร่เพื่อดึงคนดู เช่น ‘ไททานิค’

“หนังดังก็เอามาขายความแปลก เน้นใส่มุกตอนช่วงบทสนทนา ตอนที่เขาคุยกันก่อนเรือจะล่ม” ซึ่งก็แน่นอนว่าคนดูฮาตึงไปตามระเบียบ

ส่วนหนังไทย ‘ท้าวนพดล’บอกว่าภาษาใกล้เคียงกันเกินไปทำให้ต้องกังวลกับการ ‘ซิงค์ปาก’ เสียงพากษ์กับนักแสดง เลยไม่ค่อยอยากใช้

“พากษ์คนเดียวทั้งเรื่อง และจะไม่ดูบท อาศัยการดูหนังก่อนพากษ์จริงสักรอบหนึ่ง จำเรื่อง จำบทได้ หลังจากนั้นใส่มุกสดๆ ไปเลย พากษ์แต่ละรอบมุกไม่เหมือนกันแล้วแต่จะคิดออก”

และนี่เองที่เป็นจุดขายที่เรียกว่าเป็นเรื่อง ‘เฉพาะตัว’นอกจากความต่างโดยการนำภาษาอีสานมาพากษ์หนัง ซึ่งโดยธรรมชาติก็ถือเป็นภาษาที่ฟังสนุกอยู่แล้ว มาเจอเข้ากับมุกฮาจากไหวพริบปฏิภาณของ ‘ท้าวนพดล’บวกกับการฝึกฝนการพากษ์สดมาเป็นสิบๆ ปี ตลาดนี้ของเขาจึงแทบจะเรียกได้ว่า ไร้คู่แข่ง

หนังแต่ละเรื่องออกเร่ฉายใช้ทีมงานขึ้นรถตระเวน 5 คน ใช้เวลาประมาณ 10 วันไปจนถึงเป็นเดือนๆ โดยจะมีการกำหนดตารางเดินสายไว้เลยว่าแต่ละวันจะไปฉายยังจุดใด ซึ่งจะต้องมีการเตรียมทำคัตเอาท์โฆษณา นำรถกระจายเสียงไปโปรโมทล่วงหน้า รวมถึงการติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การขอเทศบาลหรืออำเภอเพื่อขออนุญาตใช้เสียง (ดัง) ในพื้นที่ ประสานงานเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าไฟ ค่าโฆษณา เป็นต้น

เมื่อใกล้เวลาฉาย ทีมงานจะจัดเตรียมสถานที่โดยการ ‘ล้อมผ้า’และ 30 บาท คือราคาที่เรียกเก็บเพื่อแลกกับความฮา

“สมัยก่อนถ้าเป็นหนังขายยาก็ไม่ต้องเก็บสตางค์ ไปถึงฉายเลยเพื่อเรียกคน มียาติดรถไปด้วย ดูไปกำลังสนุกๆ ก็จะหยุดฉาย เพื่อขายยา บางครั้งก็บอกเลยนะ ขายยาไม่ได้ตามเป้าไม่ฉายต่อ สมัยนี้ไม่มีแล้วแบบนี้”ท้าวนพดล เล่าด้วยเสียงสนุกเมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อวันวาน

ถามถึงหนังที่ได้รับความนิยมจากคนดู นักพากษ์ชาวอุบลฯ ยกตัวอย่าง ไอ้หนุ่มหมัดเมา ของเฉินหลง, เทวดาท่าจะบ๊องส์, ตะลุยโรงหมอ ฯลฯ เรียกว่าเน้นมุกสนุกทะลึ่งเป็นจุดขายสำคัญ

พากษ์สด รสอร่อย แถมรายได้ดี

พื้นเพของ ‘นพดล’ เป็นครอบครัวข้าราชการ แต่ที่เลือกทิ้งบ้านมาเป็น ‘เด็กโรงหนัง’ วิ่งเขียนป้าย เดินบัตร ตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 20 ก็ด้วยใจรักอิสระ

ตลอด 30 กว่าปี เขาเลี้ยงตัวด้วยรายได้ของ ‘นักพากษ์หนัง’ กระทั่งถึงทุกวันนี้ เศรษฐกิจที่ใครๆ ว่าวิกฤติ ‘ท้าวนพดล’ ยอมรับว่าถึงจะมีจุดขายที่ความแปลกแตกต่าง แต่ก็ยังพลอยได้รับผลกระทบ

“เมื่อก่อนแต่ละคืนได้ 10,000-20,000 เดี๋ยวนี้ได้คืนละ 5,000 ก็ถือว่าดีแล้ว”

แต่รายได้จากการตะลอนพากษ์หนังแม้จะลดลง แต่คำนวณแล้ว ‘ท้าวนพดล’ บอกว่ายังดีกว่าอัดเสียงพากษ์ลงแผ่นขาย เพราะจากประสบการณ์หนัง ‘Charlie Chaplin’ อัดเสียงขายเท่ากับขายลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทผู้ซื้อ ขายขาด ขายครั้งเดียว ได้เงินครั้งเดียว อย่างมากก็เรื่องละไม่กี่พัน ที่สำคัญ เขามองว่า ‘ไม่ได้อรรถรส’

การพากษ์หนังของ ‘ท้าวนพดล’ เป็นอีกตัวอย่างของการปรับตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ส่งผลสะเทือนต่อหลายวิชาชีพอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

จากเว็บไซต์ : DungD
วันที่ : 20/8/2552

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: