ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน ผ่านเซ็นเซอร์แล้ว! เปลี่ยนชื่อเป็น เชิอดก่อนชิม


จากที่ได้มีรายงานไปก่อนหน้านี้ถึงกรณีของภาพยนตร์เรื่อง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน ของบริษัทฟิล์ม กูรู และ พระนครฟิล์ม ที่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ และต้องเลื่อนฉายออกไป จากกำหนดฉายเดิมในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ด้วยสาเหตุที่ทางคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ของสำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร FILMAX ไว้ว่า เป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคง เพราะหากออกฉายจะทำให้ก๋วยเตี๋ยวขายไม่ได้ อีกทั้ง ประธานคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ยังได้แสดงความคิดเห็นด้วยว่า ต่อให้มีระบบเรตติ้งแล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะยังไม่ผ่านเซ็นเซอร์อยู่ดี เพราะกระทบต่อความมั่นคง ทำให้ก๋วยเตี๋ยวขายไม่ได้

และนอกจากนี้ ตัวหนังยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ทางกองเซ็นเซอร์มองว่าล่อแหลม เช่น การที่หนังอ้างอิงถึงเหตุการณ์คนหายในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ว่ามีความเกี่ยวข้องกับก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน ที่ขายในร้านของใหม่ เจริญปุระ

ซึ่งตัวหนังเรื่องนี้ ทางคณะกรรมการได้มีคำสั่งให้ทางผู้สร้างนำกลับไปแก้ไข โดยคิดเอาเองว่าจะต้องแก้อย่างไร แต่จะต้องมีการเปลี่ยนชื่อ ซึ่งตัวหนังก็ได้ถูกแก้ถึง 4 ครั้ง และเพิ่งจะผ่านเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้เอง โดยทางคณะกรรมการใช้วิธีการที่มักทำกัน คือ ได้ให้ทางผู้สร้างกลับไปแก้ไขภาพยนตร์โดยไม่ได้มีมติใดๆออกมา (แต่หากผู้สร้างดึงดันว่าจะไม่แก้ไข ก็จะมีมติออกมาว่าไม่ให้ผ่านเซ็นเซอร์ และหนังก็จะถูกแบน) ซึ่งตัวหนังเรื่องนี้ส่งเซ็นเซอร์ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าทางผู้สร้างเอง ไม่มีความคิดที่จะดำเนินการอุทธรณ์ หรือร้องต่อศาลปกครอง เพราะหากมองกันจริงๆ แล้ว คณะกรรมการไม่สามารถอ้างได้ว่า การที่ก๋วยเตี๋ยวขายไม่ได้เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง เพราะไม่มีอะไรมายืนยัน และไม่มีอะไรมายืนยันว่าก๋วยเตี๋ยวจะขายไม่ได้จริง อีกทั้งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฉบับล่าสุด ก็ได้กำหนดให้มีการจัดเรตติ้ง เพื่อเป็นการปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงหนังที่ไม่เหมาะสมกับช่วงอายุอยู่แล้ว แต่ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ยังคงยื้อเรื่องจนยังเป็นปัญหาอยู่ถึงทุกวันนี้ อีกทั้งที่มาของคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ชุดนี้ หากตรวจสอบกันจริงๆ อาจพบว่า มีความไม่เหมาะสมบางประการ ซึ่งในเมื่อไม่มีการดำเนินการต่อเช่นนี้ จึงคาดว่าหนังได้ถูกตัดทอนแก้ไขออกไปมากพอสมควร จนเนื้อหาเปลี่ยนไปจากเดิม และไม่ตรงตามความต้องการเดิมของผู้สร้างและผู้กำกับ

โดยตัวหนัง ต้องทำการเปลี่ยนชื่อ เป็น “เชือดก่อนชิม” ซึ่งตัวหนังจะมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 19 มีนาคม 2552 นี้

ข่าวจาก : กระทู้ของคุณหน้ากากจันทรา ในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิพย์

Advertisements

18 responses

  1. “เพราะหากออกฉายจะทำให้ก๋วยเตี๋ยวขายไม่ได้”

    ประโยคนี้พูดจริงหรือพูดเล่นครับเนี่ย

    ถ้าพูดแบบนี้จริงๆ ละก็ พูดได้คำเดียว…

    โอย.. !!! คิดได้ไงคนเรา

    .
    .
    .
    แล้วก็เรื่องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแล้วทำไมยาวกว่าเดิมละเนี่ย

    เอาแค่ “เชือดก่อนชิม” แค่นี้ก็พอละมั้งครับท่าน

    เอาเอาอะไรยาวนักหนา (-. -)

  2. โหห เซ็งดิงี้อ่ะ

    ตัวหนังถูกตัดไป อีกใช่ป่ะคับ

    อะไร กัน นี่ ประเทศไทย หน้อออ

  3. เครือข่ายคนดูหนัง

    ต้องขออภัยเกี่ยวกับชื่อเรื่องครับ ปัจจุบันจากในโปสเตอร์ตั้งชื่อแค่ว่า “เชือดก่อนชิม” ส่วนคำว่า “สูตรเลือดอร่อยลืมตาย” นั้นน่าจะเป็นท่อนสร้อย

    จึงขอทำการแก้ไขไปแล้วนะครับ

  4. ตอนนี้ที่แน่ ๆ รอบสื่อในฉบับ DC อดดูกันอีกแล้ว

    เพราะพี่แกเล่นขู่ว่า ถ้าฉายรอบนี้ แบนยาวไม่มีทางได้ฉายอีก

    อย่าแม้แต่จะคิด บอกแล้วไม่ฟัง อดได้ตังค๋เลยด้วย

    แมร่งเอาส่วนไหนคิดหว่ะ ไอ 7 ตัวเนี้ย. . . .

  5. กัลปพฤกษ์

    ตอบคุณ palao

    พอดีมีโอกาสได้คุยกับรักษาการผู้อำนวยการสำนักภาพยนตร์และวีดีทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรมอีกครั้ง ท่านแจ้งว่ามีการตักเตือนไม่ให้ค่ายหนังนำภาพยนตร์เรื่อง ‘เชือดก่อนชิม’ ฉบับ Director’s Cut ฉายในลักษณะสาธารณะจริง เพราะจะเป็นการทำผิด พรบ. ซึ่งอาจต้องโทษปรับถึง 200,000 – 1,000,000 บาท แต่ไม่ได้มีการขู่ว่าหากมีการฉายจะแบนหนังทั้งเรื่องแต่อย่างใด เพราะคณะกรรมการไม่สามารถเปลี่ยนมติที่เคยอนุญาต (หนังฉบับที่ตัดแล้ว) ได้ จึงนำมารายงานให้ทราบ

  6. เครือข่ายคนดูหนัง

    ^
    ^
    ^
    ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวผมจะชี้แจงพร้อมกับการเขียนข่าวถึงการยกเลิกการฉายรอบ Director’s Cut ด้วยเลยครับ

    ขอบคุณข้อมูลนี้อีกครั้ง

  7. ขอเพิ่มเติมว่าจาก พรบ. ฉบับปัจจุบัน ทางเดียวที่ ‘เชือดก่อนชิม’ ฉบับ Director’s Cut จะสามารถฉายแบบสาธารณะในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้คือการเข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ (อาทิ Bangkok International Film Festival)ที่กฎกระทรวงรับรอง ซึ่งในจุดนั้นทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด อันนี้ได้รับการยืนยันจากรักษาการผู้อำนวยการคนดังกล่าวแล้ว

  8. ^
    ^
    ^
    ^
    ^
    มันต่างกันตรงไหนเหรอครับ ในเมื่อกฎกระทรวงที่นำมาอ้างและประกอบการพิจารณา ล้วนแต่ตัดสิทธิ(ไม่ใช่แค่จำกัดสิทธิ) ของคนดูหนัง ซึ่งเองก็รู้สึกคับอกคับใจมาก ที่กระทำ และ การตัดสินใจบางอย่าง อ้างคนหมู่มาก แทนคนกลุ่มน้อย ยอมรับครับว่าคนกลุ่มน้อย หากแต่ว่าคนกลุ่มน้อยบางกลุ่มก็ยังได้รับการปกป้องสิทธิของตนเอง แต่สำหรับกลุ่มของผมแล้ว สิทธิดังกล่าวกลับไม่มีการตอบสนองแถมยังถูกมองเหมือนหาเรื่องและชวนทะเลาะไปซะทุกครั้งที่มีเรื่องดังกล่าวแดงขึ้นมาก

  9. กัลปพฤกษ์

    ตอบคุณ palao

    เรื่องสิทธินี้ค่อนข้างพูดยาก เพราะทางค่ายหนังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งกรรมการหรือคัดค้านถึงชั้นศาลได้ แต่กลับเลือกจะไม่ทำ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการยอมรับมติไปโดยปริยาย คือถ้ามันยังไม่สุดกระบวนการ จะไปต่อว่าอะไรมันก็ลำบาก เพราะฉะนั้นในฐานะคนดูหนังควรร่วมกันเรียกร้องให้ค่ายหนังดำเนินการต่อสู้อุทธรณ์กันด้วยเมื่อเกิดกรณีขึ้น ส่วนสิทธิของคนดูมันเป็นสิทธิต่อเนื่องจากสิทธิในการจัดฉายของผู้ประกอบการจริง ๆ จึงไม่ได้มีการรับรองสิทธิของคนดูใน พรบ. ฟังดูอาจจะชวนให้ขัดใจ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง เพราะถ้าคนดูคนหนึ่งอยากจะดูหนังเรื่องไหนมาก ๆ เขาก็ยังไม่มีสิทธิดูในโรงจนกว่าจะมีผู้ประกอบการซื้อมาฉายหรือสร้างให้ดู ยกเว้นเขาจะลุกขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการซื้อหนังมาฉายหรือสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นเราจึงยังต้องเรียกร้องสิทธิผ่านทางค่ายหนังกันอยู่

    ส่วนข้อมูลที่นำมารายงานด้านบนนั้น เพื่อแสดงว่าทางกองเซ็นเซอร์ยังไม่ได้ใช้อำนาจเกินกฎหมาย เพราะถ้ากองเซ็นเซอร์ขู่จะแบนหนังจริง ๆ อย่างที่คุณว่ามันจะเป็นการใช้อำนาจเกิน พรบ.ทันทีซึ่งถือเป็นเรื่องผิด จึงต้องนำข้อมูลอีกส่วนมาเสนอเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน

  10. ก็คงเหมือนที่ผมพูด พอเรียกร้องสิทธิมาก ๆ ก็กลายเป็นว่าเริ่มหาเรื่องกันแล้ว การที่คุณบอกว่าสิทธินั้นขึ้นอยู่กับคนสร้าง คนจัดจำหน่าย คนทำ อันนี้ใช้ หากแต่ว่ากระบวนการเซ็นเซอร์ และ การจัดเรต มันกำลัง ตัดสิทธิผมอยู่ อันนี้ขอย้ำ ว่า มันกำลังตัดสิทธิผมอยู่ จาก การที่ผมเขียนลงข้างบนนั้น ส่วนหนึ่งผมอยากสะท้อนให้เห็นกันตรง ๆ ไปเลยว่า ปัญหา มันไม่ได้มาจากคนทำหนังโดยทั่งหมด แน่นอนผมเองก็ไม่ได้ทำปัญหาเพราะว่าเป็นคนดู หากแต่เมื่อผ่านกระบวนการที่ว่านี้แล้วนั้น มันทำให้เกิดปัญหา ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ไม่ผ่านการจัดเรตนะ แต่ณ.ตอนนี้ เวลานี้ การผ่านเรต มันยังผ่านไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ได้ประกาศใช้เลย ถูกหรือไม่ แล้ว ณ.เวลาที่ยังค้างอยู่อีก กว่า 2 เดือน ก็ต้องเข้าไปสู่กระบวนการเซ็นเซอร์ ซึ่งผลที่ได้มาคือ เอาหนังไปตัดเถอะ มันกระทบต่อความมั่นคงของคนในชาติ อย่างนี้หรือคือต้องยอมรับ . . . . . .

    แล้วอีกอย่างขั้นตอนของการอุทธรณ์ที่คุณกล่าวมานั้น ผมเองก็ทราบครับ ตัวอย่างที่เกือบเป็นปัจจุบันที่สุดเรื่อง Saw 5 หนังยังไม่ได้ทันได้เตะอะไรสักอย่างเลย คุณเล่น แบนไปก่อนแล้ว แต่เมื่อยื่นอุทธรณ์ หนังโดนตัดซะ ไม่มีชิ้นดี แถม ยังได้ โมเสก อีกต่าง แล้วถามหน่อยว่า เมื่อต้นฉบับมันมาอย่างนั้น เมืองนอก เขายังได้ฉายได้จัดจำหน่าย แล้วทำไม ผมถึงไม่มีโอกาส ได้ดูฉบับเต็มละ นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว Frontier’s ยังโดนห้ามฉาย เหตุผลเหมือนที่ทราบมา แต่มันก็ตรงกับใจใครหลาย ๆ คนที่อยู่ ๆ ก็สั่งห้ามฉายตลอดกาล. . . . .

    มันต่างกันตรงไหน ในเมื่อเขา เริ่มที่อ้ามือ แทงลงไปแล้ว เรามีเวลาแค่เสี่ยววินาที ผีตัวไหนจะเข้าไปขวางทันละ

    ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคุณคือหนึ่งคนทำงานของ กองเซ็นเซอร์ หรือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักหรือเปล่า . . . . . ถึงได้ แจกแจงเรื่องบางอย่างที่ผมเองก้ไม่คาดคิดว่า คณะทำงานกองเซ็นเซอร์ที่ว่านี้ จะใจดีอะไรปานนั้น

    มันคงไม่ได้ติดที่ภาพลบหรือว่าอคติหรอกนะครับ

    หากแต่สิ่งที่คุณกำลังกระทำ และ กระทำผ่านมาแล้วนั้น ล้วนแต่ทำร้ายใจ และ ตัดสิทธิ ซึ่งผมคนหนึ่ง ไม่เห็นด้วย และ พยายามเรียกร้องสิทธิของผมมาโดยตลอด

    การพยายามตอบข้อสงสัยในแบบที่คุณ กัลปพฤกษ์ ผมว่ามันเป็นการดีนะที่ได้ออกมาตอบโต้กัน เพราะอยากน้อยผมก็พอจะทราบว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น มันเพื่อใคร……(กันแน่)

  11. ตอบคุณ palao

    ประเด็นการเรียกร้องสิทธิของคนดูตามที่คุณพูด ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการหาเรื่องอะไรเลย มันเป็นคำถามสำคัญที่น่าสนใจด้วยซ้ำ ว่าคนดูมีสิทธิจริงหรือไม่ อย่างไร คือในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ สำหรับตัวเองแล้วจะเน้นตัว พรบ. เป็นหลัก เพราะถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน ถ้าส่วนไหนใน พรบ. ไม่เข้าท่าอะไรอย่างไรเราก็ควรจะต้องโจมตีไปที่ตัวบทกฎหมายไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตาม แต่ในเมื่อ พรบ.ไม่ได้รับรองสิทธิของคนดูเพราะถือเป็นสิทธิต่อเนื่องจากการจัดฉายของผู้ประกอบการ นั่นก็หมายความว่าสิทธิของคนดูอาจเป็นเพียงสิทธิในอุดมคติที่มิได้มีผลในทางนิตินัย สรุปง่าย ๆ คือฝ่ายคนดูยังไม่สามารถใช้ตัวบทกฎหมายมาเรียกร้องสิทธิในส่วนนี้ได้และคงจะต้องเรียกร้องผ่านไปยังผู้ประกอบการซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายในการคัดค้านคำตัดสินของกรรมการด้วยการอุทธรณ์ ส่วนประเด็นการเซ็นเซอร์นั้นมันเป็นผลมาจากการคานกันระหว่างสิทธิในการดูของผู้ชม กับสิทธิในการปกป้องการเสพสื่อของเด็กและเยาวชนของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งทางออกของกรณีนี้คือการใช้ระบบเรทติ้งที่เรากำลังรอกฎกระทรวงกันอยู่ ณ ปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านมันจึงยังอยู่ในความคลุมเครือจนชี้วัดตัดสินอะไรยากเหลือเกิน เพราะฝ่ายเซ็นเซอร์ก็อ้างอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ายังไม่สามารถใช้ระบบเรทติ้งได้ หนังทุกเรื่องที่ปล่อยออกไปจึงยังคงต้องอยู่ในเรท ‘ทั่วไป’ที่ดูได้ทุกวัย

    ดูเหมือนข้อมูลต่าง ๆ คุณยกมาเช่นกรณีการแบนและยื่นอุทธรณ์ของภาพยนตร์เรื่อง Saw 5 จะขัดแย้งกับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ประธานคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ซึ่งชี้แจงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการอนุญาตตามที่เจ้าของหนังส่งมาโดยไม่มีการตัดทอนอะไรเลยแต่ทางค่ายหนังกลับปล่อยข่าวออกไปว่าหนังโดนแบน (ไม่ทราบคุณ palao ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้จากหนังสือ FILMAX ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้วหรือยัง มีรายละเอียดเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการเซ็นเซอร์หนังที่ผ่านมาอยู่พอสมควร) ส่วนเรื่อง Frontier(s) กรรมการก็บอกว่าถ้าเป็นระบบเรทติ้งก็น่าจะให้ผ่านได้ ไม่ถึงกับถูกห้ามฉายตลอดกาล และขอเพิ่มเติมในส่วนของ Funny Games ที่ท่านประธานฯ ให้ความเห็นไว้ในบทสัมภาษณ์ว่าแม้จะเป็นระบบเรทติ้งก็อาจจะไม่ผ่าน นั่นเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของท่านเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ดูแลการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ได้ให้ข้อมูลมาว่า ตอนที่คณะกรรมการประชุมหารือกันยังมีการสรุปด้วยว่าถ้าเป็นระบบเรทติ้งหนังเรื่องนี้น่าจะผ่านได้ในเรท 18 คือเมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ทำงานในส่วนนั้นจริง ๆ ก็ยิ่งได้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าตกใจหลายอย่างเหมือนกัน ยอมรับว่าแรก ๆ ก็ไม่คาดคิดว่าคณะทำงานกองเซ็นเซอร์จะใจดีอะไรปานนั้นเหมือนที่คุณ palao รู้สึก แต่เมื่อได้พูดคุยพวกเขากลับเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างอย่างเป็นกันเองโดยไม่มีการหมกเม็ด แถมยังบอกด้วยว่า ณ เวลานี้คงได้แต่อดทนต่อเสียงก่นด่ากันไป ไว้เรทติ้งออกมาเมื่อไหร่ทุกอย่างคงจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

    ก็ขอยืนยันไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ว่า ‘กัลปพฤกษ์’ ไม่ได้สังกัดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรใด ๆ กับกองเซ็นเซอร์นี้เลยแม้แต่น้อย จุดยืนประการเดียวคืออยากให้ทุกฝ่ายได้รับทราบ ‘ข้อเท็จจริง’ ที่ถูกต้องเป็นธรรมก่อนจะตัดสินอะไรใด ๆ เราจะได้ต่อสู้กันอย่างมีหลักการ และถ้าจะถามว่าตกลงจะเข้าข้างฝ่ายไหน ก็ขอตอบไว้ตรงนี้เลยว่าขอเข้าข้างฝ่ายใดก็ตามที่ใช้ ‘เหตุผล’

  12. เรียน คุณกัลปพฤกษ์

    ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายของประเทศไทย เป็นกฎหมายที่อยู่ในลักษณะควบคุม ตราบใดที่กฎหมายยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่ คงไม่มีผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการคนไหนอยากไปเอาตัวพัวพันกับกฎหมาย เพราะต้องเสียทั้งค่าใช้จ่าย ต่อสู้กับอำนาจรัฐ

    ไม่มีใครอยากเสียเงินอุทธรณ์ หากต้องกลายเป็นปฏิปักษ์กับภาครัฐ และหนังยังต้องโดนตัดเพิ่ม (คณะกรรมการมักอ้างว่าให้ยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ความจริงก็คือยื่นแล้วมักโดนตัดมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นองคุลีมาล หรือ แสงศตวรรษ)

    ต้องยอมรับส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนทำงานสาขาอาชีพต่างๆ ของบ้านเรา ที่มีภาระในชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้มีใครมีความมุ่งมั่นในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ จนทำให้ตนเองต้องเสียงานเสียการ

    อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ในเมื่อ พรบ.ไม่ได้รับรองสิทธิของคนดู พรบ.ดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?

    เช่นเดียวกัน – กรณี Saw V หรือกรณีที่ Funny Games น่าจะผ่าน ก็เป็นอีกข้อเท็จจริงหนึ่ง ที่อาจเป็นได้ทั้งกรณีเท็จและจริง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสข่าว Saw V เป็นตัวปลุกกระแสได้อย่างดีพอที่จะทำให้คนสามารถเปลี่ยนความจริงบางอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้าง หรือคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์

    และความเป็นจริงอีกอย่างที่เหนือคำพูด หรือความใจดีของคณะกรรมการเหล่านี้ก็คือการเซ็นเซอร์อย่างลักลั่น ไม่มีดุลยพินิจที่ชัดเจนตลอดเวลากว่า 80 ปีที่ พรบ.เก่าได้มีขึ้น แสดงให้เห็นความล้มเหลวระบบดังกล่าว

  13. เรียน คุณกัลปพฤกษ์

    ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ผมตั้งข้อสงสัยและอยากจะทราบมานาน

    ตอนนี้หลายอย่างในหัวที่ติดแง่ติดง่าม ก็ได้ออกมาหมดแล้ว ขาดแต่ก็เสียความค้างคาใจและความเจ็บซ้ำน้ำใจอย่างเป็นที่สุด หลายอย่างขัดกับความรู้สึก แต่ละครั้ง ไม่เคยมีการชี้แจง ถูกไหมครับ มีแต่พวกรับหน้าแทบและลิ้วล้อ(ไม่ได้ว่าคุณนะ) ออกมารับหน้าแทนไปซะทุกครั้ง ทำไม ในเมื่อคุณเป็นคนตัดสิทธิ แต่กลับไม่กล้าออกมาตอบข้อซักถามและชี้แจ้งในเรื่องที่สมควรจะตอบและถาม

    เมื่อวันหนึ่ง การจัดเรต ที่จะได้ประกาศและบังคับใช้กันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ข้อดูอีกที่แล้วกันนะครับ ว่า เรต ที่ว่า ใน เรต 7 ถ้ามันยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ คนทุกคน ผมเองก็ยังสามารถเชื่อได้อีกว่า มันก็ยังไม่พ้นที่ผมจะโดนตัดสิทธิอีกตามเคย มันก็คงไม่ผ่านเรื่องราวมากมายอีกเยอะแยะ ที่ผมยังต้องคงก้มหน้าคอตกอีกต่อไป

    เสริมถึงคุณ yuttipung

    เห็นด้วยครับเรื่องการตัดสิทธิ ถ้าผมอยากเรียกร้อง พรบ. ที่ว่านี้ อาจเข้าค่าย ผิดรัฐธรรนูญ เหมือนที่พี่ว่าหรือไม่ เออ อันนี้น่าคิดนะครับ เดี่ยวผมขอไปเปิด รัฐธรรมนูญ ก่อนดีกว่า ว่าจะเข้ามาตราไหน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ เสนอ ผ่าน ครม. มาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าผ่านประชาพิจารณ์ หรือกลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเหรอเปล่า ในการร่างญัตติ ที่ว่านี้ เอาอีกละ เข้าคุกเข้าตารางกันอีกละ ยังไงค่อยเอาเข้าที่ประชุม แต่เท่าที่ได้แจงกันมา ก็เป็นที่น่าประทับใจแต่มันก็ยังคาใจอยู่ดีอะ -*-

  14. แต่อย่างหนึ่งที่คุณ กัลปพฤกษ์ ได้แจ้งมา ถ้าคำว่าเหตุผลที่หมายถึงนั้นมันคือการกระทำที่ผ่านมาหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ ผมเองก็ไม่สามารถถือข้างได้เช่นกันครับ ว่าข้างไหนจะอยู่รอดและปลอดภัย แต่ก็อย่างว่าละ การเลือกอยู่ฝั่งที่มีเหตุผลหนาแน่นและเป็นธรรมอยู่เสมอ(จริงอะ) ก็มักจะปลอดภัยมีชัยไปเกิน 90 % อันนี้น่าคิดนะครับ

    ผมเองก็เพิ่งทราบที่มาและที่ไปของข้อมูลที่หนาแน่นและพยายามแย้งกันมาอยู่ตลอด มันกลับยิ่งให้ผมต้องทำการบ้านมากขึ้นครับสำหรับเรื่องนี้และผมคิดอีกว่านี้คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ ที่พวกเราจะต้องคุยกันให้มันจริงจังกว่านี้อีมากและมากขึ้นกว่าเดิมครับ

  15. กัลปพฤกษ์

    ตอบคุณยัติภังค์

    การที่ฝ่ายผู้ประกอบเลือกที่จะไม่อุทธรณ์เป็นจุดบอดสำคัญที่ทำให้การต่อสู้กับภาครัฐทำได้ลำบากมาก เพราะทุกครั้งที่มีการลุกขึ้นมาเรียกร้อง ฝ่ายกองเซ็นเซอร์ก็จะถามกลับมาได้ตลอดว่า ทำไมไม่อุทธรณ์ ในเมื่อมันมีวิถีประชาธิปไตยให้คุณได้คัดค้านอยู่แล้ว ผู้ประกอบการเองจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการใช้ขั้วอำนาจตรงนี้ ส่วนกรณีอุทธรณ์แล้วโดนเพิ่มที่คุณยกมานั้น มันก็เป็นกรณีของ พรบ.เก่า ซึ่งก็คงจะนำมาใช้อ้างอิงในกรณีปัจจุบันได้ลำบากเพราะบริบท พรบ.มันต่างกัน แน่นอนว่าโดยหลักแล้วการยื่นอุทธรณ์กรรมการควรพิจารณาเฉพาะจุดที่เป็นปัญหาจากกรรมการชุดแรก ไม่ควรสั่งตัดเพิ่ม สำหรับกรณี องคุลีมาล นั้นไม่ทราบความเป็นมาเชิงลึกเหมือนกันว่าโดนตัดเพิ่มได้อย่างไร แต่สำหรับกรณี แสงศตวรรษ ส่วนตัวแล้วยังสงสัยว่าเป็นการยื่นใหม่หรืออุทธรณ์ เพราะดูจากระยะเวลาของการยื่นพิจารณาทั้งสองครั้งมันควรจะหมดช่วงของการอุทธรณ์ไปนานแล้ว คือถ้าโดนตัดเพิ่มเพราะเป็นกรณีการยื่นใหม่มันก็ควรจะเป็นปัญหาความไร้มาตรฐานของกรรมการ แต่ถ้าเป็นการอุทธรณ์จริง ๆ มันก็จะแสดงถึงความไม่เป็นธรรมของระบบการอุทธรณ์ได้ทันที

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราคงไม่สามารถเหมารวมได้ว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะเกิดขึ้นอีกภายใต้ พรบ.ฉบับใหม่ คงต้องมีกรณีให้กรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยและสรุปมติออกมาจริง ๆ เราจึงจะเห็นมาตรฐานการทำงานในส่วนนี้ ส่วนตัวแล้วรู้สึกเสียดายมากที่ฝ่ายผู้สร้าง ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน’ เลือกที่จะไม่อุทธรณ์ เพราะดูจากเหตุผลเรื่องการขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ของคณะกรรมการแล้วจัดว่าอ่อนมาก จริงอยู่หนังยังมีประเด็นพาดพิงถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (คิดว่าตอนนี้คงเปิดเผยได้เพราะผู้สร้างตัดส่วนนี้ออกไปแล้ว) ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงจริง ๆ ได้ แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณามามันก็ไม่ได้ชี้ชัดอะไรถึงขนาดนั้น ดูจากรูปการณ์แล้วฝ่ายผู้สร้าง ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน’ มีโอกาสชนะสูง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับมติของกรรมการไปด้วยเหตุผลและกลไกทางธุรกิจที่จะต้องผลักหนังให้ออกฉายให้ได้เร็วที่สุด

    ในส่วนของรัฐธรรมนูญแม้จะมีการให้สิทธิต่าง ๆ แก่ประชาชน แต่ก็มีการกำชับเอาไว้ตั้งแต่บรรทัดแรกแล้วว่า สิทธิอันนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น (มาตรา 28) มันจึงมีกฎหมายตามออกมาเพื่อควบคุมไม่ให้สิทธิของประชาชนไปละเมิดกันและกัน (มาตรา 29) ซึ่งในที่นี่คือ พรบ.ภาพยนตร์ ที่ระบุให้มีการจัดเรทเพื่อรักษาสิทธิในการชมของผู้ชมโดยมิให้ไปละเมิดสิทธิของผู้ปกครองในการปกป้องการเสพสื่อของเด็กและเยาวชน ดังนั้น พรบ. ฉบับนี้มันเป็นการควบคุมตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดต่อตัวบทกฎหมายแต่อย่างใด ฉะนั้นจุดที่ทางกลุ่มเครือข่ายจะนำมาใช้โจมตีได้คือ กองเซ็นเซอร์ กำลังใช้อำนาจ ‘ควบคุม’ เกินความ ‘จำเป็น’ อยู่หรือไม่มากกว่า

    ยอมรับว่าข้อมูลไม่เป็นทางการอย่างการพิจารณาหนังเรื่อง Funny Games ของกรรมการอาจไม่มีน้ำหนักมากนัก แต่ที่ตั้งใจยกกรณีนี้ขึ้นมาก็เพื่อเน้นย้ำว่าสิ่งที่ประธานคณะกรรมการให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ FILMAX นั้นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของท่านเท่านั้น ไม่ได้อ้างอิงจากข้อมูลการประชุมของกรรมการเลย ดังนั้นความเห็นของท่านจึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อเท็จจริงในการโจมตีกองเซ็นเซอร์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่สำหรับกรณี Saw V เนื่องจากมันมีมติทางการเป็นหลักฐานอยู่ จึงน่าจะเป็นอะไรที่ตรวจสอบได้ว่าสรุปแล้วหนังโดนแบนตามที่ค่ายหนังกล่าวอ้างจริงหรือไม่ โดยแต่ละฝ่ายจะต้องเอาข้อมูลของตัวเองมายืนยันว่าตรงกันหรือไม่และใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายบิดเบือน

    ไม่เห็นด้วยนักที่คุณยัติภังค์จะเอากรณีในอดีตตลอด 80 ปีที่ผ่านมามาประเมินสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปด้วย พรบ.ตัวใหม่ ดังนั้นประเด็นต่าง ๆ ที่จะหยิบมาใช้โจมตีควรจำกัดกรอบไว้ที่การทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้ พรบ. ตัวใหม่นี้มากกว่า

    ตอบคุณ palao

    สาเหตุที่ทางกองเซ็นเซอร์ไม่ออกมาชี้แจงอะไรใด ๆ ท่านประธานคณะกรรมการได้ให้เหตุผลไว้ในบทสัมภาษณ์แล้วว่า การเรียกร้องในสื่ออินเตอร์เน็ตต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้เป็นการคัดค้านในลักษณะทางการที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องมาข้องเกี่ยวด้วย

    ส่วนเรท 7 ที่คุณ palao กล่าวถึงก็เห็นด้วยว่าเป็นอะไรที่คลุมเครือมาก ขณะนี้ต้องรอดูกฎกระทรวงซึ่งกำลังจะออกมาว่ากำหนดรายละเอียดของหนังในเรทนี้ว่าอย่างไร แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่คุณ palao ว่าไม่อยากให้ท้อแท้ถึงขั้นคอตกหมดกำลังใจไป แต่ควรจะหันมาร่วมกันเรียกร้องให้ถึงที่สุดเพราะถ้ามีระบบเรทติ้งออกมาแล้ว มันจะต้องไม่มีปัญหาเดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำอีก

    หวังว่าคุณ palao คงจะเข้าใจเจตนาบ้างแล้วว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ยกมาและประเด็นต่าง ๆ ที่ได้โต้แย้งไป ก็เพื่อจะนำข้อมูลบางส่วนจากอีกฝั่งหนึ่งมานำเสนอให้ทางเครือข่ายฯ ได้รับทราบเท่านั้นว่า ทางกองเซ็นเซอร์มีความคิดเห็นอะไรอย่างไร ด้วยความเชื่อง่าย ๆ ว่าฝ่ายที่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้มากกว่าย่อมได้เปรียบ ปัญหาเหล่านี้มันเป็นประเด็นด้านตัวบทกฎหมายที่คงไม่สามารถใช้อารมณ์หรืออุดมคติของใคร ๆ มาตัดสินได้ ซึ่งก็คงต้องวัดกันที่ ‘เหตุและผล’ เท่านั้นว่าฝ่ายไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

  16. ดีใจที่ได้เห็นการถกเถียงกันในลักษณะนี้ แม้ว่าอาจจะมีอารมร์กรุ่นๆ กันอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วยังให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหากับทุกฝ่ายค่ะ ขอสนับสนุน

  17. ในส่วนของรัฐธรรมนูญแม้จะมีการให้สิทธิต่าง ๆ แก่ประชาชน แต่ก็มีการกำชับเอาไว้ตั้งแต่บรรทัดแรกแล้วว่า สิทธิอันนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น (มาตรา 28) มันจึงมีกฎหมายตามออกมาเพื่อควบคุมไม่ให้สิทธิของประชาชนไปละเมิดกันและกัน (มาตรา 29) ซึ่งในที่นี่คือ พรบ.ภาพยนตร์ ที่ระบุให้มีการจัดเรทเพื่อรักษาสิทธิในการชมของผู้ชมโดยมิให้ไปละเมิดสิทธิของผู้ปกครองในการปกป้องการเสพสื่อของเด็กและเยาวชน ดังนั้น พรบ. ฉบับนี้มันเป็นการควบคุมตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดต่อตัวบทกฎหมายแต่อย่างใด ฉะนั้นจุดที่ทางกลุ่มเครือข่ายจะนำมาใช้โจมตีได้คือ กองเซ็นเซอร์ กำลังใช้อำนาจ ‘ควบคุม’ เกินความ ‘จำเป็น’ อยู่หรือไม่มากกว่า

    อ้างคำพูดจากคุณ กัลปพฤกษ์

    อย่างที่คุณบอกมานี้นั้น มันก็ยังขัดกับความเป็นจริงอยู่ดีละครับ ถูกไหม ในเมื่อ พรบ. ขัดกับสิทธิที่ผมมีอยู่ แต่ มันดันได้รับการคุ้มครองจากผู้ปกครองกฎหมาย มันจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่นอน ในเมื่อยิ่งลึก มันยิ่งมืด ยิ่งหาทางออกลำบาก เจตนาที่ผมได้พยายามบอกออกไป ล้วนแต่เป็นความเข้าใจและเหตุผลส่วนตัวที่ผมมี หากบางคำพูดส่อไปในทางอารมณ์ที่คุณอาจจะตีความไปเองก็ได้ แต่ก็อย่างที่ว่ากันนั้นหล่ะครับ เหตุผล อุดมคติ ต่างมีเป็นเหตุตั้งต้นของตัวเองอยู่แล้ว ตัวคุณเองก็เช่นกัน หากมีโอกาสที่จะมาถึงข้างหน้านี้แล้ว ก็อยากจะให้ทาง กองเซ็นเซอร์ ลอง เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นกันซิ ว่าเหตุผลอย่างไร อย่างในเหตุผลของการที่บอกว่า การทักทวง ทาง อินเตอร์เน็ต มันไม่เป็นทางการ ก็หากแต่คิดว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านเรื่อง ผ่านกระบวนการ มันก็เป็นเรื่องให้ได้ถูกกล่าวหา หรือว่า ด่า กันอยู่โดยตลอด แปลนะครับ ที่ทุกครั้งเมื่อมีการโต้แย้ง พวกเรามักจะลืมประเด็นหลักของเรื่อง
    อยู่เสมอ หาแต่ข้อโต้แย้งที่ต่างคนต่างมีข้อมูล เอามาฟาดปากใส่กัน แต่ถึงยังไงก็เถอะ การที่ฝ่ายหนึ่งถือข้อมูลเยอะกว่าก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะเป็นฝ่ายชนะเสมอไป ถ้ายิ่งข้อมูลที่มีอยู่เป็นเรื่องเดิมและยังผิดกับการย่ำอยู่กับที่ มันก็คงเป็นเจตนาเดิมที่พยายามจะเอามาอ้างตามเหตุผลเป็นของคนที่พยายามใช้ นิตินัย ใส่คนอื่น แต่กลุ่มคนที่กำลังโดนกระทืบและเหยียบอยู่ เขาถูกกระทำโดย พฤตินัย มันจึงเป็นคนละเรื่องที่เอามาคุยกันแล้วจับประเด็นใส่กันแบบที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้น และเป็นอยู่บ่อยมาก มันก็ไม่ความคืบหน้าและก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด หากจะแก้กันจริง ๆ ก็ต้องแก้ทั้งระบบ แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่ดี ทุกวันนี้ ในเมื่อ พรบ. ยังไม่ประกาศใช้อย่างสมบูรณ์ พวกเราที่ทนกันอยู่ ก็ยังโดนกับพรบ. เมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้ว เอามาใช้ถูกไหม การจัดเรต 7 มาตราที่ว่ามา ผ่านความเห็นชอบไปแล้วรอการประกาศ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องนั่งทนอยู่อย่างเนี้ย อย่างที่เป็นอย่างเนี้ย มันก็ไม่ต่างกันเลยกับเมื่อ 80 ก่อนที่เริ่มบังคับใช้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการที่คนแต่ละคนเลือกข้างแล้วเอาของเน่ามาเทใส่กัน ประเด็นหลักอยู่ที่คนตั้งต้น มาลืมแล้วหรือยัง คุณ ทำอะไร หน้าที่ไหน ทำเพื่อใคร ก็เท่านั้นเอง

    หากความคืบหน้าอื่นใด ที่ทาง คุณ กัลปพฤกษ์ สามารถสอบถามหรือมีข้อมูลอื่นมาเพิ่มเติมจากทางฝ่ายกองเซ็นเซอร์ ก็รบกวนแจ้งด้วยนะครับ เพราะผมเองก็ยังรอวันที่ทางฝ่ายกองนั้นเขาให้โอกาส ได้พูดคุยและตอบโต้ ด้วยเหตุผลอย่างทีคุณต้องการ ผมเองก็ต้องการเหตุผลครับ แต่สำหรับบางเรื่องที่มันยังเป็นเรื่องเดิม ๆ เหตุผลมันก็ไม่จำเป็นเสมอไป

  18. กัลปพฤกษ์

    คือสิ่งที่เรากำลังคุยกันมันเป็นเรื่องนิตินัยล้วน ๆ เราจึงจำเป็นจะต้องยึดกติกากลางแล้วมองในภาพรวมด้วยว่าสิทธิของเราอาจจะไปกระทบกับบุคคลอื่นใดในสังคมบ้าง และภาครัฐควรมีอำนาจควบคุมเพียงใด ในเมื่อรัฐธรรมนูญที่ลักลั่นกำกวมฉบับนี้ผ่านการลงมติรับร่างจากประชาชนหมู่มากจนมีการประกาศใช้ออกมา เราก็คงต้องยอมรับไปตามหลักประชาธิปไตยแม้จะไม่ได้เห็นด้วยก็ตาม

    ทางที่ดีเราอาจจะต้องรอให้มีระบบเรทติ้งออกมาใช้ก่อน เพื่อให้เห็นการทำงานที่สมบูรณ์ครบกระบวนการของกองเซ็นเซอร์ ณ ปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านคงไปโจมตีอะไรได้ยาก เพราะมันจำเป็นต้องรอกฎกระทรวงจริง ๆ

    แต่สิทธิหนึ่งที่คุณ palao มีคือสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากภาครัฐได้ในกรณีมีข้อข้องใจ เลยขอยกเอาข้อมูลช่องทางการติดต่อจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร FILMAX มาให้คุณ palao เผื่ออยากจะลองคุยประเด็นปัญหาต่าง ๆ กับทางฝั่งโน้นโดยตรงแม้บางส่วนอาจจะยังไม่สมบูรณ์เช่น webboard ของเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้เปิดใช้

    เว็บไซต์ของสำนักฯ : http://movie.culture.go.th
    หมายเลขโทรศัพท์ Call Center ของสำนักภาพยนตร์และวีดีทัศน์ : 022470028 ต่อ 5043

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: