Posted by: เครือข่ายคนดูหนัง | กันยายน 30, 2009

ถาม-ตอบ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ของ สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตอน 2

หลังจากตัดทอนคำถามบางส่วนจากส่วน ถาม-ตอบของ สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ใน ตอนที่ 1 โปรดอ่านต่อตอน 2 เพิ่มเติมจากข้อ 26 – 35 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนดูภาพยนตร์ รวมถึงปัญหาบางส่วนในธุรกิจภาพยนตร์ที่เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยต่อได้เลยครับ

ข้อ ๒๖. ถ้าจะยื่นขอตรวจพิจารณาภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ต้องมีเอกสารใดบ้าง  และมีขั้นตอนอย่างไร

-ถ้าผู้ยื่นคำขอเป็น  บุคคลธรรมดา จะต้องมีเอกสารดังนี้  สำเนาบัตรประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน  สำเนาภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่จะให้ตรวจจำนวน  ๒ ชุด   ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่จัดทำหรือสร้างในต่างประเทศ จะต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้สร้างหรือผู้จัดจำหน่าย  และผู้ได้รับสิทธิ์ในภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ดังกล่าวจะต้องเป็นผู้มายื่นขอเป็นผู้เผยแพร่ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังต้องมีหลักฐานการซื้อภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ / หลักฐานการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย/หลักฐานแสดงการนำเข้าของกรมศุลกากร เช่น  ใบเสร็จศุลกากร และใบขนสินค้า เป็นต้น

กรณีถ้าผู้ยื่นเป็น นิติบุคคล เอกสารใช้เหมือนกับบุคคลธรรมดา  แต่ให้เพิ่มสำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนของนิติบุคคล  และหนังสือรับรองจากนายทะเบียนของนิติบุคคลนั้นๆด้วย

จากนั้นก็นำเอกสาร  และภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ทั้งหมดมายื่นที่สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารว่าถูกต้องแล้ว ก็จะรับไว้  และส่งให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตรวจพิจารณา  และเมื่อผ่านแล้ว ก็จะออกหมายเลขรหัสกท.ให้    และผู้ยื่นฯก็สามารถนำไปทำสำเนาได้ตามจำนวนที่ต้องการ  โดยทำสติ๊กเกอร์มาประทับตรา “อนุญาต” บนสลากที่จะติดบนภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆต่อไป

อนึ่ง  ในกรณีที่เป็นเกมซึ่งดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต  และนำมาบรรจุในวีซีดี/ดีวีดี/ซีดีรอม หรือวัสดุอื่นใด  จะต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงว่าทางเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือผู้จัด/ผลิตยินยอมให้สำเนา คัดลอกเพื่อไปจำหน่ายหรือเผยแพร่ได้ในรูปแบบต่างๆ หรืออย่างน้อยในรูปแบบที่ขอมาได้  เช่น ยินยอมให้จัดทำเป็นดีวีดี  ผู้ประกอบการก็ต้องทำเป็นดีวีดี  แต่ถ้าให้ทำเป็นหนังสือ แล้วผู้ประกอบการที่มายื่นขอจัดทำเป็นวีซีดีแทน   เช่นนี้ก็ถือว่าไม่ตรงตามข้อเท็จจริง  เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการให้  เพราะอาจเกิดกรณีฟ้องร้องกันทีหลังได้  

ข้อ ๒๗.ทำไมจึงปล่อยให้ผู้ขายวีซีดี ดีวีดีของปลอมมาทำใบอนุญาตขายได้

-การขายวีซีดี/ดีวีดี    ที่เรียกว่าการประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน    หรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์   ซึ่งต้องมาทำใบอนุญาตให้ขายได้ตามมาตรา ๓๘ หรือ ๕๔ นั้น   เมื่อผู้ประกอบการมายื่นแจ้งความจำนงพร้อมเอกสารหลักฐานว่าขอประกอบอาชีพดังกล่าว  เขามิได้แจ้งว่าเขาขายของปลอม หรือของลอกเลียนแบบ  และแม้ทางราชการจะออกไปตรวจร้านของเขาก่อนออกใบอนุญาต  ก็เชื่อว่าจะไม่พบสิ่งที่ผิดกฎหมายในเบื้องต้น  ดังนั้น  เราจึงออกใบอนุญาตให้   แต่เมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว  หากไปตรวจพบภายหลังว่า ผู้ประกอบกิจการนั้น ขายของปลอม หรือของที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณา (ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์)  ผู้ประกอบการก็จะมีความผิดในเรื่องฉาย  เช่า  แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณา  อันเป็นคนละประเด็นกับการมาขอใบอนุญาต   สรุปคือ  การที่ทางราชการออกใบอนุญาตให้  ก็เพื่อให้ไปขายของได้  แต่มิใช่ออกให้  เพื่อไปขายของผิดกฎหมาย  ซึ่งถ้าผู้ประกอบการจงใจมาขอเพื่อไปทำผิด  ก็ต้องว่ากันเป็นกรณีๆไป ว่าจะต้องรับโทษความผิดอย่างไร และในเรื่องใดบ้าง

ข้อ ๒๘.หากประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดและโทษอย่างไร

-หากประกอบกิจการโรงภาพยนตร์  หรือประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายภาพยนตร์

โดยไม่มีใบอนุญาต  หรือพูดง่ายๆ ว่า  เปิดโรงหนัง หรือขายแผ่นวีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์แล้วไม่มาขออนุญาต  จะมีความผิดตามมาตรา ๗๙ ต้องโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท  และยังปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน    

               

การขายแผ่นวีซีดี ดีวีดีภาพยนตร์ดังกล่าว  รวมไปถึงพวกที่ขายตามแผงลอย  บูทในห้างสรรพสินค้า   วางขายตามทางเดิน    รวมไปถึงตามตลาดนัดต่างๆด้วย

               

-หากเปิดร้านวีดิทัศน์ (ร้านเกม/ร้านคาราโอเกะ) หรือประกอบกิจการเช่า  แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ (ขายแผ่นเกม/แผ่นคาราโอเกะ) โดยไม่ได้รับอนุญาต จะผิดตามมาตรา ๘๒  จะมีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท   และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน

 

ข้อ ๒๙.ถ้ามีใบอนุญาตแล้ว  ไม่ติดไว้ในที่เปิดเผยจะมีความผิดประการใด

-หากมีใบอนุญาตแล้ว  ไม่ว่าประเภทไหน  แต่ไม่ติดในที่เปิดเผยและเห็นได้ชัดเจน  ขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะสั่งให้แก้ไขปรับปรุงก่อน  โดยกำหนดเวลาให้   หากไม่ทำตาม  นายทะเบียนก็มีอำนาจสั่งปรับทางปกครองได้ในอัตราไม่เกินวันละสองหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน    และหากฝ่าฝืนโดยจงใจอีก ก็จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้วแต่กรณี  

เนื่องจากขณะนี้  ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ “ใบรับ” ดังนั้น  อาจนำ “ใบรับ” ใส่กรอบชั่วคราว และติดไว้ให้เห็นชัดภายในร้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจมองเห็นได้   อย่าไปใส่ไว้ในลิ้นชักหรือเก็บไว้ในที่ตรวจสอบได้ยาก   และควรจะเป็นใบจริงให้ตรวจด้วย  มิใช่ใบสำเนา 

 

ข้อ ๓๐.ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล   ผู้ใดจะต้องรับโทษความผิดนั้นๆ

-ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล   ผู้ต้องรับโทษคือ  นิติบุคคลนั้นๆ   รวมไปถึงตัวกรรมการ  ผู้จัดการ  หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นๆด้วย  เรียกว่าโดนทั้งตัวบริษัทและตัวคนผู้รับผิดชอบ   ยกเว้นว่าคนที่รับผิดชอบจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้กระทำผิดด้วย

 

ข้อ ๓๒.กรณีได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน  หรือจำหน่ายภาพยนตร์แล้ว  ยังต้องขอใบอนุญาตประเภทฉายเหมือนเดิมอีกหรือไม่

-ตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้   หากผู้ประกอบการเช่า  แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ได้ขอใบอนุญาตเป็นประเภทขายแล้ว  สามารถให้บริการฉายได้โดยอัตโนมัติ  และไม่ต้องมาขอใบอนุญาตฉายอีก  เพราะในพ.ร.บ.มิได้มีบทบัญญัติไว้   ดังนั้น  ร้านค้า หรือสถานที่อื่นใด นอกเหนือไปจากโรงภาพยนตร์ตามคำจำกัดความในมาตรา ๔ ของพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว  หากฉายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ก็ไม่ต้องขอใบอนุญาต  เช่น  ร้านแมงป่อง ขอใบอนุญาตขายแล้ว(ตามมาตรา ๓๘แล้ว) ก็สามารถฉายหนังเพื่อโฆษณาให้คนซื้อหนังเรื่องนั้นๆหรือเรื่องอื่นๆได้ในร้าน  โดยไม่ต้องขอใบฉายอีกใบ  หรือการฉายภาพยนตร์ตามสถานีรถไฟฟ้า บนรถไฟฟ้า  แบบนี้ก็ไม่ต้องมาขอใบอนุญาตฉายเช่นกัน 

 

ข้อ ๓๓.จะทราบได้อย่างไร  ว่าวีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆ ผ่านการตรวจพิจารณาแล้ว

-ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ซึ่งบรรจุอยู่ในวีซีดี /ดีวีดี หรือวัสดุอื่นใด   หากผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์แล้ว  จะมีสติ๊กเกอร์สี่เหลี่ยม  ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวติดอยู่บนปกดีวีดี/วีซีดีด้านหลัง ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นี้  จะมีคำว่า “อนุญาต” และลายเซ็นเจ้าหน้าที่อยู่ในเครื่องหมายรูปวงรี  พร้อมทั้งหมายเลขรหัสกท.  ชื่อหนัง  และลายเซ็นผู้ที่บริษัทนั้นๆอนุญาตให้อัดสำเนาจำหน่ายได้  ข้อสำคัญ เครื่องหมายวงรีพร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่บนสติ๊กเกอร์ดังกล่าวนี้   จะเป็นการพิมพ์ด้วยตรายาง   มิใช่การสำเนาหรือซีร็อก   ดังนั้น  หากสติ๊กเกอร์ใดๆที่ติดบนปกเทป  เป็นลักษณะซีร็อกหรือสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสาร  สติ๊กเกอร์นั้นเป็นของปลอม  แม้หมายเลขรหัส  และชื่อหนังจะตรงกับที่ขอมาก็ตาม  นอกจากลักษณะดังกล่าวแล้ว หากวีซีดี /ดีวีดี/ซีดีรอมใดไม่มีสติ๊กเกอร์ติดเลย  ก็แสดงว่า วีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆไม่ผ่านการตรวจพิจารณาเลยเช่นกัน  ดังนั้น  ผู้จะซื้อไปจำหน่าย  จึงควรระมัดระวัง  มิฉะนั้น  ท่านอาจถูกจับกุมฐานจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจตามกฎหมาย และยังเป็นเทปเถื่อนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น  โดยท่านไม่รู้ตัว 

อนึ่ง   ต่อไปอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกอบการ พิมพ์เครื่องหมายอนุญาตที่เป็นวงรีจากโรงพิมพ์เลยก็ได้ เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งหากมีเปลี่ยนแปลงเมื่อใด  สวช.ก็จะแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ข้อ ๓๔. วีซีดี  ดีวีดี หรือเทปที่ขายตามชายแดนไทยหรือในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น  หนังฝรั่ง  หนังจีน   เพลงคาราโอเกะจีน  ถ้าซื้อมาจำหน่ายจะผิดหรือไม่

-ในกรณีที่ซื้อตามชายแดนไทย  และเทปนั้นๆมีสติ๊กเกอร์ติดตามลักษณะที่ว่าไว้ตามข้างต้น  ก็สามารถขายได้   ถือว่าเป็นการขายวีซีดี/ดีวีดีที่ถูกต้องตามกฎหมาย (แต่ต้องดูด้วยว่ามิใช่ทำแผ่นและสติ๊กเกอร์ปลอม) แต่กรณีที่ซื้อหนังหรือเพลงคาราโอเกะต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือไปหิ้วซื้อมาจากเมืองนอก  ถ้าซื้อไปดูเป็นส่วนตัว  ย่อมทำได้ แต่หากซื้อมาเพื่อขายต่อ หรือทำเป็นธุรกิจโดยเทปนั้นๆยังไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามกฎหมายไทย (คือไม่มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่เพื่อแสดงว่าผ่านการเซ็นเซอร์แล้ว) ผู้ขายย่อมมีความผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์พ.ศ. ๒๕๕๑ จะมาอ้างว่า ไม่ทราบ หรืออ้างว่า เป็นการซื้อจากเมืองนอกมาขาย  จึงไม่มีสติ๊กเกอร์   และไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณา ไม่ได้  เพราะกฎหมายระบุไว้ว่า  ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ทุกชนิด ถ้าขาย/ฉายในไทยต้องผ่านการตรวจทั้งสิ้น ยกเว้นจะเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้น (เช่น ทำเพื่อดูเป็นการส่วนตัว เป็นต้น) และการที่นำเทปเหล่านี้มาขายโดยพลการเช่นนี้  เท่ากับของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น  เพราะผู้ผลิตหรือผู้แทนจัดจำหน่าย  เขามิได้ให้สิทธิ์ท่านขายผลงานหรือเทปของเขาในประเทศไทย  ท่านจะมาเอาประโยชน์ด้วยการขาย และไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่มาเผยแพร่ไม่ได้ และหากภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นๆมีผู้แทนจัดจำหน่ายในไทย  บริษัทผู้แทนฯก็สามารถฟ้องร้องท่านได้ว่าขายของละเมิดลิขสิทธิ์ของเขา    เช่นเดียวกับกรณีก๊อปปี้เทปเขามาขาย

 

ข้อ ๓๕.เมื่อใดที่โรงหนังจะต้องติดเรตหนังไว้บริเวณโรงหนัง

-เมื่อกฎกระทรวงตามมาตรา ๒๗ ได้ประกาศออกใช้  และเมื่อเจ้าของหนังนำหนังมาตรวจพิจารณา  และได้เรตไปแล้ว   จะต้องติดเรตที่ได้นี้ ให้เห็นชัดเจนในบริเวณโรงหนัง  ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปชมจะเห็นได้  ทั้งนี้  เพื่อมิให้ผู้ดูที่มีอายุไม่เหมาะสมเข้าไปชมหนังที่ไม่เหมาะกับอายุตน


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่