หลังจากตัดทอนคำถามบางส่วนจากส่วน ถาม-ตอบของ สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ใน ตอนที่ 1 โปรดอ่านต่อตอน 2 เพิ่มเติมจากข้อ 26 – 35 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนดูภาพยนตร์ รวมถึงปัญหาบางส่วนในธุรกิจภาพยนตร์ที่เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยต่อได้เลยครับ
ข้อ ๒๖. ถ้าจะยื่นขอตรวจพิจารณาภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ต้องมีเอกสารใดบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร
-ถ้าผู้ยื่นคำขอเป็น บุคคลธรรมดา จะต้องมีเอกสารดังนี้ สำเนาบัตรประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่จะให้ตรวจจำนวน ๒ ชุด ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่จัดทำหรือสร้างในต่างประเทศ จะต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้สร้างหรือผู้จัดจำหน่าย และผู้ได้รับสิทธิ์ในภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ดังกล่าวจะต้องเป็นผู้มายื่นขอเป็นผู้เผยแพร่ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังต้องมีหลักฐานการซื้อภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ / หลักฐานการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย/หลักฐานแสดงการนำเข้าของกรมศุลกากร เช่น ใบเสร็จศุลกากร และใบขนสินค้า เป็นต้น
กรณีถ้าผู้ยื่นเป็น นิติบุคคล เอกสารใช้เหมือนกับบุคคลธรรมดา แต่ให้เพิ่มสำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนของนิติบุคคล และหนังสือรับรองจากนายทะเบียนของนิติบุคคลนั้นๆด้วย
จากนั้นก็นำเอกสาร และภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ทั้งหมดมายื่นที่สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารว่าถูกต้องแล้ว ก็จะรับไว้ และส่งให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตรวจพิจารณา และเมื่อผ่านแล้ว ก็จะออกหมายเลขรหัสกท.ให้ และผู้ยื่นฯก็สามารถนำไปทำสำเนาได้ตามจำนวนที่ต้องการ โดยทำสติ๊กเกอร์มาประทับตรา “อนุญาต” บนสลากที่จะติดบนภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆต่อไป
อนึ่ง ในกรณีที่เป็นเกมซึ่งดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต และนำมาบรรจุในวีซีดี/ดีวีดี/ซีดีรอม หรือวัสดุอื่นใด จะต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงว่าทางเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือผู้จัด/ผลิตยินยอมให้สำเนา คัดลอกเพื่อไปจำหน่ายหรือเผยแพร่ได้ในรูปแบบต่างๆ หรืออย่างน้อยในรูปแบบที่ขอมาได้ เช่น ยินยอมให้จัดทำเป็นดีวีดี ผู้ประกอบการก็ต้องทำเป็นดีวีดี แต่ถ้าให้ทำเป็นหนังสือ แล้วผู้ประกอบการที่มายื่นขอจัดทำเป็นวีซีดีแทน เช่นนี้ก็ถือว่าไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการให้ เพราะอาจเกิดกรณีฟ้องร้องกันทีหลังได้
ข้อ ๒๗.ทำไมจึงปล่อยให้ผู้ขายวีซีดี ดีวีดีของปลอมมาทำใบอนุญาตขายได้
-การขายวีซีดี/ดีวีดี ที่เรียกว่าการประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ ซึ่งต้องมาทำใบอนุญาตให้ขายได้ตามมาตรา ๓๘ หรือ ๕๔ นั้น เมื่อผู้ประกอบการมายื่นแจ้งความจำนงพร้อมเอกสารหลักฐานว่าขอประกอบอาชีพดังกล่าว เขามิได้แจ้งว่าเขาขายของปลอม หรือของลอกเลียนแบบ และแม้ทางราชการจะออกไปตรวจร้านของเขาก่อนออกใบอนุญาต ก็เชื่อว่าจะไม่พบสิ่งที่ผิดกฎหมายในเบื้องต้น ดังนั้น เราจึงออกใบอนุญาตให้ แต่เมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว หากไปตรวจพบภายหลังว่า ผู้ประกอบกิจการนั้น ขายของปลอม หรือของที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณา (ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์) ผู้ประกอบการก็จะมีความผิดในเรื่องฉาย เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณา อันเป็นคนละประเด็นกับการมาขอใบอนุญาต สรุปคือ การที่ทางราชการออกใบอนุญาตให้ ก็เพื่อให้ไปขายของได้ แต่มิใช่ออกให้ เพื่อไปขายของผิดกฎหมาย ซึ่งถ้าผู้ประกอบการจงใจมาขอเพื่อไปทำผิด ก็ต้องว่ากันเป็นกรณีๆไป ว่าจะต้องรับโทษความผิดอย่างไร และในเรื่องใดบ้าง
ข้อ ๒๘.หากประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดและโทษอย่างไร
-หากประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ หรือประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายภาพยนตร์
โดยไม่มีใบอนุญาต หรือพูดง่ายๆ ว่า เปิดโรงหนัง หรือขายแผ่นวีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์แล้วไม่มาขออนุญาต จะมีความผิดตามมาตรา ๗๙ ต้องโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และยังปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน
การขายแผ่นวีซีดี ดีวีดีภาพยนตร์ดังกล่าว รวมไปถึงพวกที่ขายตามแผงลอย บูทในห้างสรรพสินค้า วางขายตามทางเดิน รวมไปถึงตามตลาดนัดต่างๆด้วย
-หากเปิดร้านวีดิทัศน์ (ร้านเกม/ร้านคาราโอเกะ) หรือประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ (ขายแผ่นเกม/แผ่นคาราโอเกะ) โดยไม่ได้รับอนุญาต จะผิดตามมาตรา ๘๒ จะมีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน
ข้อ ๒๙.ถ้ามีใบอนุญาตแล้ว ไม่ติดไว้ในที่เปิดเผยจะมีความผิดประการใด
-หากมีใบอนุญาตแล้ว ไม่ว่าประเภทไหน แต่ไม่ติดในที่เปิดเผยและเห็นได้ชัดเจน ขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะสั่งให้แก้ไขปรับปรุงก่อน โดยกำหนดเวลาให้ หากไม่ทำตาม นายทะเบียนก็มีอำนาจสั่งปรับทางปกครองได้ในอัตราไม่เกินวันละสองหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน และหากฝ่าฝืนโดยจงใจอีก ก็จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้วแต่กรณี
เนื่องจากขณะนี้ ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ “ใบรับ” ดังนั้น อาจนำ “ใบรับ” ใส่กรอบชั่วคราว และติดไว้ให้เห็นชัดภายในร้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจมองเห็นได้ อย่าไปใส่ไว้ในลิ้นชักหรือเก็บไว้ในที่ตรวจสอบได้ยาก และควรจะเป็นใบจริงให้ตรวจด้วย มิใช่ใบสำเนา
ข้อ ๓๐.ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล ผู้ใดจะต้องรับโทษความผิดนั้นๆ
-ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล ผู้ต้องรับโทษคือ นิติบุคคลนั้นๆ รวมไปถึงตัวกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นๆด้วย เรียกว่าโดนทั้งตัวบริษัทและตัวคนผู้รับผิดชอบ ยกเว้นว่าคนที่รับผิดชอบจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้กระทำผิดด้วย
ข้อ ๓๒.กรณีได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์แล้ว ยังต้องขอใบอนุญาตประเภทฉายเหมือนเดิมอีกหรือไม่
-ตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ หากผู้ประกอบการเช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ได้ขอใบอนุญาตเป็นประเภทขายแล้ว สามารถให้บริการฉายได้โดยอัตโนมัติ และไม่ต้องมาขอใบอนุญาตฉายอีก เพราะในพ.ร.บ.มิได้มีบทบัญญัติไว้ ดังนั้น ร้านค้า หรือสถานที่อื่นใด นอกเหนือไปจากโรงภาพยนตร์ตามคำจำกัดความในมาตรา ๔ ของพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว หากฉายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ก็ไม่ต้องขอใบอนุญาต เช่น ร้านแมงป่อง ขอใบอนุญาตขายแล้ว(ตามมาตรา ๓๘แล้ว) ก็สามารถฉายหนังเพื่อโฆษณาให้คนซื้อหนังเรื่องนั้นๆหรือเรื่องอื่นๆได้ในร้าน โดยไม่ต้องขอใบฉายอีกใบ หรือการฉายภาพยนตร์ตามสถานีรถไฟฟ้า บนรถไฟฟ้า แบบนี้ก็ไม่ต้องมาขอใบอนุญาตฉายเช่นกัน
ข้อ ๓๓.จะทราบได้อย่างไร ว่าวีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆ ผ่านการตรวจพิจารณาแล้ว
-ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ซึ่งบรรจุอยู่ในวีซีดี /ดีวีดี หรือวัสดุอื่นใด หากผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์แล้ว จะมีสติ๊กเกอร์สี่เหลี่ยม ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวติดอยู่บนปกดีวีดี/วีซีดีด้านหลัง ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นี้ จะมีคำว่า “อนุญาต” และลายเซ็นเจ้าหน้าที่อยู่ในเครื่องหมายรูปวงรี พร้อมทั้งหมายเลขรหัสกท. ชื่อหนัง และลายเซ็นผู้ที่บริษัทนั้นๆอนุญาตให้อัดสำเนาจำหน่ายได้ ข้อสำคัญ เครื่องหมายวงรีพร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่บนสติ๊กเกอร์ดังกล่าวนี้ จะเป็นการพิมพ์ด้วยตรายาง มิใช่การสำเนาหรือซีร็อก ดังนั้น หากสติ๊กเกอร์ใดๆที่ติดบนปกเทป เป็นลักษณะซีร็อกหรือสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสาร สติ๊กเกอร์นั้นเป็นของปลอม แม้หมายเลขรหัส และชื่อหนังจะตรงกับที่ขอมาก็ตาม นอกจากลักษณะดังกล่าวแล้ว หากวีซีดี /ดีวีดี/ซีดีรอมใดไม่มีสติ๊กเกอร์ติดเลย ก็แสดงว่า วีซีดี/ดีวีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์นั้นๆไม่ผ่านการตรวจพิจารณาเลยเช่นกัน ดังนั้น ผู้จะซื้อไปจำหน่าย จึงควรระมัดระวัง มิฉะนั้น ท่านอาจถูกจับกุมฐานจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจตามกฎหมาย และยังเป็นเทปเถื่อนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โดยท่านไม่รู้ตัว
อนึ่ง ต่อไปอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกอบการ พิมพ์เครื่องหมายอนุญาตที่เป็นวงรีจากโรงพิมพ์เลยก็ได้ เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากมีเปลี่ยนแปลงเมื่อใด สวช.ก็จะแจ้งให้ทราบต่อไป
ข้อ ๓๔. วีซีดี ดีวีดี หรือเทปที่ขายตามชายแดนไทยหรือในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น หนังฝรั่ง หนังจีน เพลงคาราโอเกะจีน ถ้าซื้อมาจำหน่ายจะผิดหรือไม่
-ในกรณีที่ซื้อตามชายแดนไทย และเทปนั้นๆมีสติ๊กเกอร์ติดตามลักษณะที่ว่าไว้ตามข้างต้น ก็สามารถขายได้ ถือว่าเป็นการขายวีซีดี/ดีวีดีที่ถูกต้องตามกฎหมาย (แต่ต้องดูด้วยว่ามิใช่ทำแผ่นและสติ๊กเกอร์ปลอม) แต่กรณีที่ซื้อหนังหรือเพลงคาราโอเกะต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือไปหิ้วซื้อมาจากเมืองนอก ถ้าซื้อไปดูเป็นส่วนตัว ย่อมทำได้ แต่หากซื้อมาเพื่อขายต่อ หรือทำเป็นธุรกิจโดยเทปนั้นๆยังไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามกฎหมายไทย (คือไม่มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่เพื่อแสดงว่าผ่านการเซ็นเซอร์แล้ว) ผู้ขายย่อมมีความผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์พ.ศ. ๒๕๕๑ จะมาอ้างว่า ไม่ทราบ หรืออ้างว่า เป็นการซื้อจากเมืองนอกมาขาย จึงไม่มีสติ๊กเกอร์ และไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณา ไม่ได้ เพราะกฎหมายระบุไว้ว่า ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ทุกชนิด ถ้าขาย/ฉายในไทยต้องผ่านการตรวจทั้งสิ้น ยกเว้นจะเป็นภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้น (เช่น ทำเพื่อดูเป็นการส่วนตัว เป็นต้น) และการที่นำเทปเหล่านี้มาขายโดยพลการเช่นนี้ เท่ากับของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น เพราะผู้ผลิตหรือผู้แทนจัดจำหน่าย เขามิได้ให้สิทธิ์ท่านขายผลงานหรือเทปของเขาในประเทศไทย ท่านจะมาเอาประโยชน์ด้วยการขาย และไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่มาเผยแพร่ไม่ได้ และหากภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นๆมีผู้แทนจัดจำหน่ายในไทย บริษัทผู้แทนฯก็สามารถฟ้องร้องท่านได้ว่าขายของละเมิดลิขสิทธิ์ของเขา เช่นเดียวกับกรณีก๊อปปี้เทปเขามาขาย
ข้อ ๓๕.เมื่อใดที่โรงหนังจะต้องติดเรตหนังไว้บริเวณโรงหนัง
-เมื่อกฎกระทรวงตามมาตรา ๒๗ ได้ประกาศออกใช้ และเมื่อเจ้าของหนังนำหนังมาตรวจพิจารณา และได้เรตไปแล้ว จะต้องติดเรตที่ได้นี้ ให้เห็นชัดเจนในบริเวณโรงหนัง ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปชมจะเห็นได้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้ดูที่มีอายุไม่เหมาะสมเข้าไปชมหนังที่ไม่เหมาะกับอายุตน