
กลุ่มคนทำหนังอิสระ ในความร่วมมือของ บริษัท เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น จำกัด, บริษัท ป๊อป พิคเจอร์ จำกัด และ เอสเอฟ ซินีม่า ซิตี้ ร่วมนำเสนอโครงการ Director’s Screen (Director’s Screen Project) ซึ่งเป็นการจัดตั้งโรงภาพยนตร์แนวทางเลือกใหม่ สำหรับเป็นสถานที่นำเสนอผลงานภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่น หลากหลาย และหาชมได้ยาก ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบของการจัดฉายแบบจำกัดโรง (Exclusive Release) ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีนีม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า
โดยโครงการมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤษภาคม 2551 นี้ ด้วยภาพยนตร์ไทย 2 เรื่อง ประกอบด้วย Wonderful Town ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ เจ้าของรางวัลหลากหลายจากผลงานภาพยนตร์สั้นและมิวสิควีดีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดย Wonderful Town เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเกียรติเป็นผู้ชนะรางวัลใหญ่ในการประกวด ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน เกาหลีใต้ (New Currents Award) และร็อตเทอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ (VPRO Tiger Award) รวมไปถึงอีกหลากหลายรางวัลจากเทศกาลอื่นๆ และได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์นานาชาติ โดยภาพยนตร์กำลังจะมีกำหนดเข้าฉายในอีกกว่า 10 ประเทศทั่วโลก
และอีกหนึ่งภาพยนตร์ในโครงการ พิมพกา โตวิระ จากภาพยนตร์เรื่อง คืนไร้เงา จะกลับมากับผลงานเรื่องที่สอง The Truth Be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong ภาพยนตร์สารคดีที่ติดตามชีวิตของสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ผู้ถูกบริษัทชินคอร์เปอเรชั่น ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทเมื่อปีพ.ศ. 2547 และคดีนี้จบลงเมื่อศาลพิพากษาให้ยกฟ้องในปี พ.ศ. 2549 เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ The Truth Be Told ติดตามและสะท้อนภาพของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่เมื่อผลกระทบของคดีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่พลิกผันชีวิตเล็กๆ ของเธอ
โดยภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง จะได้รับการฉายแบบจำกัดโรง (Exclusive Release) ที่เอสเอฟ เวิลด์ เพียงที่เดียว วันละ 1 รอบ ทุกวัน เวลา 19:30 น. และแต่ละเรื่องจะฉายเป็นเวลาติดต่อกัน 4 สัปดาห์
—————————————————————–
เหตุผลที่เรานำข่าวโครงการนี้มาประชาสัมพันธ์ มิใช่เพราะนี่คือโครงการฉายหนังไทยคุณภาพที่ได้รางวัล หรือควรได้รับการยกย่อง ไม่ได้เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับมุมมองหรือทัศนคติของคนทำหนังที่ถ่ายทอดออกมา แต่เพื่อชื่นชมในโครงการดีๆ จาก เอสเอฟ ซินีม่า ซิตี้ เครือภาพยนตร์ที่ยอมสละพื้นที่เล็กๆ แม้เพียงหนึ่งโรง ที่ไม่ใช่เพียงแค่โอกาสแก่ผู้กำกับหนังอิสระ แต่ยังให้แก่คนดูหนังไทยได้มีทางเลือก นอกเหนือจากหนังในกระแส
ไม่ว่าผู้ชมจะมีระดับในการรับรู้สารจากหนังไทยทั้งสองเรื่องมากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือมันได้นำเสนอเหตุการณ์ในสังคมไทย เรื่องหนึ่งเป็นเหตุการณ์สมมติที่สะท้อนเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสึนามิ เมื่อปลายปี 2547 อีกเรื่องเป็นสารคดีที่เกี่ยวโยงไปถึงการเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งด้วยข้อจำกัดจากเงื่อนไขต่างๆ ทำให้มันไม่ได้ถูกบันทึกในภาพยนตร์ไทยกระแสหลัก
โครงการนี้ยังเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ภาพยนตร์มิใช่แค่ความบันเทิงสำหรับคนดูหนังเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดความจริง และสิ่งดีๆ อีกหลายอย่างแก่คนดูหนัง
(หมายเหตุ : ในอนาคตบล็อกเครือข่ายคนดูหนังจะพยายามเขียนชื่นชมถึงโรงภาพยนตร์, โครงการดีๆ และความประทับใจต่อหนังหลายต่อหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเราในฐานะคนดูคนหนึ่ง)